
| ธุรกิจที่นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศ แตกต่างจากธุรกิจที่ซื้อสินค้าและวัตถุดิบภายในประเทศ ตรงที่มีค่าใช้จ่าย “ภาษีศุลกากร” เพิ่มเติมเข้ามาจากต้นทุนสินค้า ทั้งอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนำเข้า |
ผู้นำเข้าหลายคนมักเจอปัญหาคำนวณต้นทุนการนำเข้าไม่ครบ สินค้าติดด่าน เอกสารผิดพลาด หรือใช้ HS Code ผิด ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบทั้งกำไรและกระแสเงินสดของธุรกิจ ในบทความนี้จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจว่า ภาษีศุลกากรคืออะไร มีกี่ประเภท ใครบ้างที่ต้องเสีย และคำนวณอย่างไร เพื่อช่วยให้ผู้นำเข้าวางแผนต้นทุนได้แม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นการสำแดงผิด พิกัดพลาด หรือเสียภาษีไม่ครบจากกรมศุลกากรที่มีโทษทั้งจำทั้งปรับ
เลือกอ่านได้เลย!
Toggleภาษีศุลกากร คืออะไร?
ภาษีศุลกากร คือ ภาษี หรืออากรที่รัฐเรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกผ่านด่านศุลกากร โดยมีกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแล ตรวจสอบเอกสาร ตรวจสอบประเภทสินค้า ประเมินมูลค่า และจัดเก็บภาษีอากรที่เกี่ยวข้อง
ในมุมของผู้นำเข้าและส่งออก ภาษีศุลกากรที่เจอบ่อยที่สุด คือ “อากรขาเข้า” และ “อากรขาออก” ซึ่งคำนวณจากมูลค่าสินค้าและพิกัดอัตราศุลกากร หรือ HS Code ของสินค้านั้น ๆ
ภาษีศุลกากรมีกี่ประเภท?
ภาษีศุลกากรมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของสินค้าและธุรกรรมที่เกิดขึ้น แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่นำเข้า-ส่งออกสินค้า ควรรู้จักประเภทหลัก ๆ ดังนี้
| ประเภทภาษีศุลกากร | ความหมาย | ตัวอย่าง |
| อากรขาเข้า | อากรที่จัดเก็บจากสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศไทย | นำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า เครื่องสำอาง วัตถุดิบ |
| อากรขาออก | อากรที่จัดเก็บจากสินค้าส่งออกบางประเภท | สินค้าบางรายการที่กฎหมายกำหนดให้เสียอากรขาออก |
| ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้า | VAT ที่คิดจากมูลค่าสินค้านำเข้ารวมอากรขาเข้า | VAT 7% ตอนนำเข้าสินค้า |
| ภาษีหรือมาตรการพิเศษ | ภาษีเพิ่มเติมตามมาตรการเฉพาะของรัฐ | Anti-dumping หรือมาตรการปกป้องการนำเข้า |
| ค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากร | ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินพิธีการ | ค่าธรรมเนียม ค่าบริการตัวแทนออกของ |
สำหรับธุรกิจทั่วไป สิ่งที่เจอบ่อยที่สุดคือ อากรขาเข้าและ VAT นำเข้า ภาษีศุลกากรนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “ต้นทุนสินค้า” ที่เจ้าของธุรกิจต้องนำไปคำนวณก่อนตั้งราคาขายทุกครั้ง
ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีศุลกากร?
ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีศุลกากร ได้แก่
- ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก: บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีชื่อเป็นผู้นำเข้า/ส่งออกสินค้าตามระเบียนข้อมูล โดยมีหน้าที่ชำระเงินเมื่อยื่นใบขนสินค้า
- ตัวแทนออกของ (Customs Broker): ในกรณีที่บริษัทนำเข้าใช้บริการชิปปิ้ง (ตัวแทน) ตัวแทนจะเป็นผู้ดำเนินการยื่นเอกสารและสำรองจ่ายภาษีให้ แต่ในทางกฎหมายถือว่า ผู้นำเข้า ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
- ผู้รับพัสดุ (กรณีสั่งซื้อของออนไลน์): สำหรับผู้สั่งซื้อสินค้าระหว่างประเทศ
สินค้ารูปแบบใดบ้าง ที่ต้องเสียภาษีศุลกากร
สินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกไม่ได้เสียภาษีในอัตราเดียวกันทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า มูลค่า ประเทศต้นทาง และพิกัดอัตราศุลกากร ดังนั้น ก่อนนำเข้าหรือส่งออก ควรตรวจสอบให้ชัดว่าสินค้านั้นเข้าข่ายเสียภาษีหรือไม่
1. สินค้านำเข้า
สินค้านำเข้า คือ สินค้าที่ซื้อจากต่างประเทศและนำเข้ามาในประเทศไทย ไม่ว่าจะนำเข้ามาเพื่อขาย ใช้เอง หรือใช้ในกิจการ
ตัวอย่างสินค้านำเข้าที่มักเกี่ยวข้องกับภาษีศุลกากร เช่น
- เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และสินค้าแฟชั่น
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
- เครื่องสำอาง อาหารเสริม และสินค้าเพื่อสุขภาพ
- วัตถุดิบสำหรับโรงงาน
- เครื่องจักร อะไหล่ และอุปกรณ์สำนักงาน
- สินค้าจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น Alibaba, Taobao, Amazon
อัตราภาษีนำเข้า
อัตราภาษีนำเข้าจะขึ้นอยู่กับ HS Code หรือพิกัดศุลกากรของสินค้าแต่ละประเภท สินค้าบางรายการอาจมีอัตราอากร 0% ขณะที่บางรายการอาจมีอัตราสูงกว่านั้น
นอกจากนี้ ประเทศต้นทางของสินค้าก็มีผลต่ออัตราภาษีด้วย หากสินค้านำเข้ามาจากประเทศที่ไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA และมีเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าถูกต้อง อาจได้รับสิทธิภาษีลดลงหรือยกเว้นอากรขาเข้าได้
2. สินค้าส่งออก
สินค้าที่ส่งออกจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศ โดยทั่วไปอากรขาออกจะเป็น 0% เนื่องจากได้รับการส่งเสริมการส่งออกตามนโยบายของประเทศไทย แต่ยังต้องผ่านพิธีการศุลกากรให้ถูกต้อง เช่น การจัดทำใบขนสินค้าขาออก การระบุพิกัดศุลกากร และการสำแดงรายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน
อัตราภาษีส่งออก
ในอดีตกรมศุลกากรกำหนดอัตราอากรไว้สำหรับสินค้า 9 ประเภท แต่ในปัจจุบันจะได้รับยกเว้นเกือบทั้งหมด ยกเว้นหนังโค หรือหนังกระบือ และสินค้าที่ส่งออกจากพื้นที่พัฒนาร่วมตามกฎหมายองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (อ้างอิง: ประกาศกรมศุลกากร ที่ ๑๐๓ /2561) ที่ยังคงต้องเสียอากรขาออก
นำเข้าสินค้า 1 ครั้ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?
คนที่เพิ่งเข้าสู่วงการนำเข้าสินค้าใหม่ ๆ อาจยังไม่แน่ใจว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรเกี่ยวกับการนำเข้าบ้าง หัวข้อนี้เราลองมาดูว่านอกจากราคาสินค้าแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายนำเข้าอีกหลายรายการที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่

ภาษีศุลกากร คำนวณอย่างไร?
การคำนวณภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้า โดยทั่วไปจะเริ่มจากราคา CIF ซึ่งประกอบด้วยราคาสินค้า ค่าประกันภัย และค่าขนส่งระหว่างประเทศ
สูตรคำนวณภาษีศุลกากร
CIF = ราคาสินค้า + ค่าประกันภัย + ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
อากรขาเข้า = CIF x อัตราอากรขาเข้า
VAT นำเข้า = (CIF + อากรขาเข้า) x 7%
ภาษีรวมที่ต้องชำระ = อากรขาเข้า + VAT นำเข้า
ในกรณีสินค้าบางประเภท อาจมีภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย หรือภาษีพิเศษอื่นเพิ่มเติม ซึ่งต้องนำมาคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องด้วย
ตัวอย่างการคำนวณภาษีศุลกากร
สมมติธุรกิจนำเข้าสินค้า โดยมีข้อมูลดังนี้
- ราคา CIF = 100,000 บาท
- อัตราอากรขาเข้า = 10%
- VAT = 7%
| รายการ | สูตร | จำนวนเงิน |
| ราคา CIF | ราคาสินค้า + ค่าประกัน + ค่าขนส่ง | 100,000 บาท |
| อากรขาเข้า | 100,000 x 10% | 10,000 บาท |
| ฐาน VAT | 100,000 + 10,000 | 110,000 บาท |
| VAT 7% | 110,000 x 7% | 7,700 บาท |
| ภาษีรวมที่ต้องชำระ | 10,000 + 7,700 | 17,700 บาท |
| ต้นทุนรวมหลังภาษี | 100,000 + 17,700 | 117,700 บาท |
ความผิดพลาดที่พบบ่อยในการเสียภาษีศุลกากร
ความผิดพลาดเกี่ยวกับภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้าเกิดขึ้นได้บ่อย ได้แก่
- การใช้ HS Code ผิด ทำให้อัตราภาษีคลาดเคลื่อน
- ไม่ตรวจสอบสิทธิ FTA ทั้งที่อาจลดอากรขาเข้าได้
- คำนวณ VAT ผิด เพราะลืมนำอากรขาเข้าไปรวมเป็นฐาน VAT
- ไม่รวมค่าขนส่ง ค่าประกัน หรือค่าชิปปิ้งเป็นต้นทุนสินค้า
- เอกสารไม่ครบ เช่น Invoice, Packing List หรือ Certificate of Origin
- สำแดงราคาสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง
- ไม่เก็บเอกสารนำเข้าไว้ตรวจสอบย้อนหลัง
ความผิดพลาดเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่ภาษีที่ต้องจ่าย แต่อาจทำให้เสียเวลา เพราะสินค้าติดด่าน ส่งมอบลูกค้าได้ล่าช้า หรือถูกตรวจสอบย้อนหลังได้
ควรวางแผนภาษีศุลกากรอย่างไร
เข้าใจภาษีศุลกากรและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยแล้ว ธุรกิจควรวางแผนภาษีศุลกากรก่อนสั่งซื้อสินค้า เพื่อลดความผิดพลาดและประหยัดเวลาดังนี้
- ตรวจสอบ HS Code ก่อนนำเข้า ว่าต้องเสียภาษีอัตราเท่าใด
- เช็กสิทธิ FTA ว่ามีข้อตกลงทางการค้าเสรี หรือได้รับอัตราภาษีพิเศษไหม
- คำนวณต้นทุนรวมก่อนตั้งราคาขาย
- เตรียมเอกสารให้ครบตั้งแต่ต้น เช่น Invoice, Packing List, Bill of Lading หรือ Air Waybill, Certificate of Origin และใบอนุญาตนำเข้าในกรณีสินค้าควบคุม
- ใช้ตัวแทนออกของที่เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเอกสารและภาษี
- ใช้ระบบบัญชีช่วยแยกต้นทุนสินค้า เพื่อให้รู้กำไรจริง
บริหารต้นทุนการนำเข้าสินค้าให้ง่ายขึ้นด้วย FlowAccount
การนำเข้าสินค้าไม่ได้มีเพียงต้นทุนจากราคาสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ หากจัดเก็บข้อมูลไม่เป็นระบบ อาจทำให้คำนวณต้นทุนสินค้าได้ไม่ครบถ้วน ส่งผลต่อการตั้งราคาขายและการวางแผนกำไรของธุรกิจ
FlowAccount ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้ในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับสินค้า (Invoice) ใบเสร็จรับเงิน หรือเอกสารค่าใช้จ่ายจากการนำเข้า พร้อมบันทึกค่าใช้จ่ายและติดตามต้นทุนได้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้การทำบัญชีสะดวกขึ้น และมีข้อมูลพร้อมสำหรับการยื่นภาษีหรือส่งต่อให้นักบัญชี
นอกจากนี้ยังสามารถออกเอกสารขาย บันทึกรายรับ-รายจ่าย และติดตามสถานะการเงินของธุรกิจได้แบบครบวงจร ทำให้บริหารต้นทุนการนำเข้าสินค้าและกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ภาษีศุลกากรเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้นำเข้าสินค้าควรเข้าใจตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อสินค้า เพราะมีผลโดยตรงต่อต้นทุน ราคาขาย กำไร และกระแสเงินสดของธุรกิจ หากทำความเข้าใจภาษีศุลกากรการนำเข้า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และวางแผนภาษีศุลกากรอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ธุรกิจจะตั้งราคาขายได้แม่นยำ ลดความเสี่ยงเรื่องภาษีย้อนหลัง และบริหารต้นทุนสินค้าได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ ภาษีศุลกากร
1. ภาษีศุลกากรคำนวณอย่างไร?
ตอบ: โดยทั่วไปคำนวณจากราคา CIF คูณด้วยอัตราอากรขาเข้า จากนั้นนำราคา CIF รวมอากรขาเข้าไปคำนวณ VAT 7% โดยสินค้าบางประเภทอาจมีภาษีอื่นเพิ่มเติม
2. ภาษีศุลกากรกับ VAT ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: ภาษีศุลกากรหรืออากรขาเข้า คือภาษีที่จัดเก็บจากสินค้านำเข้า ส่วน VAT คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่คิดจากฐานราคา CIF รวมอากรขาเข้า และภาษีอื่นที่เกี่ยวข้อง
3. สั่งของจากต่างประเทศต้องเสียภาษีศุลกากรไหม?
ตอบ: การสั่งของจากต่างประเทศ ไม่ได้เสียภาษีขาเข้าทุกกรณี โดยสินค้าทุกชิ้นจะถูกเรียกเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) แต่ในส่วนของ อากรขาเข้า จะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า ก่อนสั่งซื้อควรตรวจสอบเงื่อนไขภาษีให้ชัดเจน
4. HS Code คืออะไร?
ตอบ: HS Code คือรหัสพิกัดศุลกากรที่ใช้จำแนกประเภทสินค้านำเข้าและส่งออก มีผลต่ออัตราอากรขาเข้า เงื่อนไขการนำเข้า และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
5. จะตรวจสอบอัตราภาษีนำเข้าได้จากที่ไหน?
ตอบ: ตรวจสอบได้จากระบบค้นหาพิกัดอัตราศุลกากรของกรมศุลกากร ที่นี่ http://itd.customs.go.th/igtf/viewerImportTariff.do?param=main
6. ภาษีศุลกากรกับภาษีนำเข้า ต่างกันอย่างไร
ตอบ: ภาษีศุลกากรเป็นคำกว้างที่ครอบคลุมภาษีและอากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออก ส่วนภาษีนำเข้าเป็นคำที่มักใช้เรียกภาษีและอากรที่เกิดจากการนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะ
About Author

นักบัญชี ผู้สอบบัญชี และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ cpdacademy.co คอร์สอบรมบัญชี CPD ออนไลน์สำหรับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี ที่มีประสบการณ์ในวิชาชีพมากกว่า 10 ปี และอยากส่งต่อความรู้เพื่อเพื่อนนักบัญชีให้มีทักษะอย่างมืออาชีพและก้าวทันโลกดิจิทัล
ร่วมสมัครเป็นนักเขียนกับ FlowAccount ได้ที่นี่
