
| การบริหารจัดการควบคุมดูแลพนักงาน ในฐานะเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารองค์กร สิ่งหนึ่งที่เรียกว่า เบี้ยขยัน มีส่วนช่วยในการรักษาบรรยากาศการทำงาน ทั้งเรื่องของการจัดการเวลา การขาด ลา มาสาย และความมีวินัยของพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งท้าทายสำหรับองค์กรเป็นอย่างมาก นอกจากนี้แล้วยังเป็นเครื่องมือในจูงใจให้กับพนักงานในการทำงานเช่นกัน |
อย่างไรก็ตาม การใช้เบี้ยขยันนั้น มีแง่มุมทางกฎหมายที่ซับซ้อนกว่าที่คิด หากกำหนดเกณฑ์ไม่ชัดเจนหรือขาดความเข้าใจเรื่องนิยามค่าจ้าง อาจนำไปสู่ข้อพิพาทแรงงาน หรือแม้แต่การแบกรับต้นทุนแฝงในการคำนวณโอทีและค่าชดเชยที่สูงเกินความจำเป็นบทความนี้ FlowAccount จะมาอธิบายทุกประเด็นเกี่ยวกับเบี้ยขยัน เพื่อให้องค์กรสามารถบริหารเบี้ยขยันได้อย่างถูกต้องและเกิดประโยชน์สูงสุด
เลือกอ่านได้เลย!
Toggleเบี้ยขยัน คืออะไร ?
เบี้ยขยัน คือ เงินพิเศษที่นายจ้างจ่ายเพื่อเป็นรางวัลจูงใจพนักงานที่มีสถิติการมาทำงานดีเยี่ยม เช่น ไม่ขาดงาน ไม่มาสาย และไม่ลาหยุดภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่อยากให้นายจ้างทุกท่านได้เข้าใจร่วมกันว่า เบี้ยขยัน ไม่ใช่ค่าจ้าง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพราะเบี้ยขยันเป็น เงินจูงใจ ที่มีเงื่อนไขว่าลูกจ้างต้องรักษาวินัยตามเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก่อนจึงจะมีสิทธิได้รับ
ดังนั้นแล้ว จากคำนิยามดังกล่าว นายจ้างไม่สามารถนำเบี้ยขยันไปเป็นฐานในการคำนวณประกันสังคม คำนวณค่าล่วงเวลา รวมถึงคำนวณค่าชดเชยตามกฎหมายได้ ซึ่งจะทำให้นายจ้างสามารถควบคุมงบประมาณองค์กรได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ข้อดีของการมีเบี้ยขยันในองค์กร มีอะไรบ้าง ?
การที่องค์กรได้มีการนำระบบการจ่ายเบี้ยขยันมาใช้ ไม่ได้มีข้อดีแค่เรื่องของการจ่ายเงิน แต่ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการวางรากฐานของวัฒนธรรมองค์กร ดังต่อไปนี้
สร้างวินัยให้กับพนักงาน ลดสถิติการมาสาย ขาดงาน ลาหยุดบ่อย
เนื่องจากเบี้ยขยันได้มีการผูกเงื่อนไขไว้กับการมาสาย ขาดงาน ลาหยุด ของพนักงาน หากพนักงานผิดเงื่อนไขดังกล่าวจะทำให้ไม่ได้รับค่าเบี้ยขยันในรอบเงินเดือนนั้น เบี้ยขยันจึงเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่ทำให้พนักงานใส่ใจเรื่องการรักษาเวลามากขึ้น ช่วยลดปัญหาการทำงานติดขัดจากการที่พนักงานมาสายหรือลาหยุดกระทันหัน
เพิ่มประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของงาน
จากข้อที่แล้ว เมื่อพนักงานใส่ใจรักษาเรื่องของเวลาทำงานมากขึ้น การทำงานของพนักงานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้พนักงานปฏิบัติงานครบถ้วนตามแผนงาน องค์กรจะสามารถรักษาระดับคุณภาพและผลผลิตได้ตามเป้าหมาย ตาม KPI / OKR ที่วางไว้ได้
สร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานที่มีวินัยและความรับผิดชอบ
การองค์กรได้ให้เบี้ยขยันกับพนักงาน ก็เปรียบเสมือนเป็นการให้รางวัลแก่ผู้ที่รักษาระเบียบวินัย ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าองค์กรให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบ ทำให้พนักงานที่มีวินัยในการทำงานได้รู้สึกว่าความพยายามของพวกเขาถูกมองเห็นจากฝั่งนายจ้างอยู่ตลอด
เบี้ยขยัน คิดยังไง ? อธิบายวิธีการให้เบี้ยขยันแบบถูกต้อง
เนื่องจากเบี้ยขยันมีสถานะเป็นเงินจูงใจตามกฎหมาย นายจ้างควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน และอธิบายวิธีการให้เบี้ยขยันแบบถูกต้อง ซึ่งมีหลากหลายวิธีการในการให้เบี้ยขยัน ดังต่อไปนี้
เบี้ยขยันตามเงื่อนไขบริษัท
โดยปกติแล้ว ตามที่พบในบริษัทส่วนใหญ่จะใช้การจ่ายเบี้ยขยันแบบมีเงื่อนไขตามขั้นบันได โดยมีเกณฑ์ 3 ไม่ คือ ไม่สาย ไม่ขาด ไม่ลา (ยกเว้นลาพักร้อน - ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท) ซึ่งมีตัวอย่างตามขั้นบันได ดังนี้
- ขั้นที่ 1 - เดือนแรก → จ่าย 500 บาท
- ขั้นที่ 2 - เดือนที่สอง → จ่าย 700 บาท
- ขั้นที่ 3 - เดือนที่สาม → จ่าย 1,000 บาท
- เดือนที่สี่ เป็นต้นไป หากรักษามาตรฐานได้ → จ่าย 1,000 บาท ทุกเดือนหลังจากนี้ หากพนักงานรักษามาตรฐานเกณฑ์ 3 ไม่ ได้ต่อเนื่องในทุก ๆ เดือน พนักงานจะได้รับเบี้ยขยันตามขั้นที่กำหนดไว้
และหากพนักงานทำผิดเงื่อนไขในเดือนใดในเกณฑ์ 3 ไม่ เช่น มาสาย ขาดงาน หรือลาป่วย พนักงานจะไม่ได้รับเบี้ยขยันในเดือนนั้น และการนับขั้นบันไดจะถูกรีเซ็ต กลับไปเริ่มต้นใหม่ที่อัตราขั้นของเดือนแรกทันที
นอกจากการมีเบี้ยขยันที่คิดตามขั้นบันไดแล้ว บางบริษัทอาจกำหนดเบี้ยขยันแบบคงที่ได้ โดยในเกณฑ์ 3 ไม่ เช่นเดิม ซึ่งเป็นการจ่ายเบี้ยขยันแบบจำนวนคงที่เท่ากันทุกเดือน เช่น
- เดือนแรก → จ่าย 500 บาท
- เดือนที่สองและเดือนถัด ๆ ไป → จ่าย 500 บาท (เมื่อรักษาเกณฑ์มาตรฐานได้)
ทั้งนี้บริษัทสามารถกำหนดเบี้ยขยันแบบพิเศษให้พนักงานได้ กรณีที่รักษามาตรฐานตามเกณฑ์ครบ 1 ปี (12 รอบเงินเดือน) โดยอาจกำหนดจ่ายเป็นค่าเงินแบบพิเศษ เช่น ได้รับค่าเบี้ยขยันแบบพิเศษจำนวน 5,000 บาท ในรอบการจ่ายเงินเดือนพร้อมกับค่าเบี้ยขยันตามขั้นบันไดที่ยังได้ตามปกติ
หมายเหตุ: นายจ้างต้องระบุให้ชัดเจนในข้อสัญญาจ้าง หรือประกาศในคู่มือของพนักงานในเรื่องของเกณฑ์และข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยขยันให้เรียบร้อย เพื่อความเป็นธรรมและป้องกันการตีความสับสน
เบี้ยขยันตามประเภทการจ้างพนักงาน
นายจ้างสามารถกำหนดเกณฑ์การจ่ายเบี้ยขยันที่แตกต่างกันระหว่างพนักงานรายวันและพนักงานรายเดือนได้ เช่น พนักงานรายวันอาจได้รับเบี้ยขยันเป็นรายสัปดาห์ เพื่อรักษากำลังคนในสายการผลิตอย่างใกล้ชิด ซึ่งมักพบในบริษัทประเภทโรงงาน ส่วนพนักงานรายเดือนจะได้รับเบี้ยขยันเป็นตามรอบการจ่ายเงินเดือนปกติ
ทั้งนี้ นายจ้างสามารถที่จะกำหนดอัตราการจ่ายค่าเบี้ยขยันจำนวนที่แตกต่างกันทั้ง 2 กลุ่มพนักงานนี้ได้ เช่น พนักงานรายวันจะได้รับเบี้ยขยัน 200 บาท หากมาทำงานครบตามวันที่กำหนด และเข้าเกณฑ์ 3 ไม่ และสำหรับพนักงานรายเดือนจะได้รับเบี้ยขยัน 500 บาท หากเข้าเกณฑ์ 3 ไม่ เช่นกัน เป็นต้น
หมายเหตุ: หากพนักงานทั้งสองประเภทได้ทำงานล่วงเวลา ห้ามนายจ้างใช้ชั่วโมงการทำล่วงเวลาของพนักงานมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยขยันโดยเด็ดขาด เนื่องจากค่าล่วงเวลาและเบี้ยขยัน มีจุดประสงค์ในการจ่ายที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถนำมาจ่ายเพื่อทดแทนกันและกันได้
เบี้ยขยันตามแผนกและทีม
ในบริษัทเดียวกัน ลักษณะงานที่แตกต่างกันอาจใช้เกณฑ์การจ่ายเบี้ยขยันที่ต่างกันได้ เช่น ฝ่ายผลิตอาจนับนาทีที่สายอย่างเคร่งครัด ขณะที่ฝ่ายขายที่ไม่ได้เข้าบริษัทบ่อยครั้ง อาจใช้เกณฑ์การเข้าประชุมทีมประจำสัปดาห์เป็นตัวชี้วัดความขยัน

ซึ่งถามว่านายจ้างสามารถจำนวนการจ่ายค่าเบี้ยขยันที่แตกต่างกันตามแผนกและทีมได้ไหม คำตอบคือ ได้ โดยนายจ้างอาจกำหนดให้ฝ่ายผลิตได้รับเบี้ยขยันขั้นต่ำที่ 100 บาท ในขณะที่ฝ่ายขายอาจกำหนดค่าเบี้ยขยันขั้นต่ำ 300 บาท เป็นต้น
อีกทั้งนายจ้างอาจกำหนดให้บางแผนก บางทีม ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเบี้ยขยันได้ ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท
หมายเหตุ: นายจ้างต้องระบุให้ชัดเจนในสัญญาจ้างของพนักงาน หรือประกาศในคู่มือของพนักงานในเรื่องของเกณฑ์และข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการจ่ายเบี้ยขยันให้เรียบร้อย เพื่อความเป็นธรรมและป้องกันการตีความสับสน ทั้งนี้ อาจมีกรณีที่พนักงานย้ายฝ่าย/ทีม/แผนก ไปยังแผนกที่ได้รับค่าเบี้ยขยันไม่เท่าเดิม หากเป็นการย้ายตามรอบทำเงินเดือน การจ่ายเบี้ยขยันจะทำได้ง่ายกว่าการย้ายในระหว่างเดือน เนื่องจากต้องทำการคำนวณการได้รับค่าเบี้ยขยันตามสัดส่วน ในขณะที่ตามรอบเงินเดือนสามารถใส่ข้อมูลได้ทั้งจำนวน
เบี้ยขยัน ให้ยังไง ? แจกตัวอย่างการคำนวณเบี้ยขยัน
ตัวอย่างวิธีการคำนวณเบี้ยขยันแบบเข้าใจง่าย ทาง FlowAccount ได้จัดทำเป็นตารางข้อมูล ต่อไปนี้
กรณีที่ 1 : สมมติบริษัทกำหนดเบี้ยขยันแบบมีขั้นบันได โดยมีเงื่อนไข "ไม่ขาด ไม่ลา ไม่สาย"
โดยกำหนดว่า เดือนที่ 1 ได้ 500 บาท, เดือนที่ 2 ได้ 700 บาท, เดือนที่ 3 ได้ 1,000 บาท, เดือนที่ 4 เป็นต้นไป ได้ 1,200 บาท หากผิดเงื่อนไข จะไม่ได้รับเบี้ยขยันในเดือนนั้น และเดือนถัดไปจะถูกรีเซ็ตกลับมาที่ขั้นแรก
| พนักงาน | เดือน | สถิติการมาทำงาน | สิทธิ์เบี้ยขยัน | จำนวนเงินที่ได้ | หมายเหตุ |
| นาย A | 1 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 500 บาท | รักษาตามเกณฑ์ 3 ไม่ ได้ |
| 2 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 700 บาท | รักษาตามเกณฑ์ 3 ไม่ ได้ | |
| 3 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 1,000 บาท | รักษาตามเกณฑ์ 3 ไม่ ได้ | |
| 4 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 1,200 บาท | รักษาตามเกณฑ์ 3 ไม่ ได้ | |
| 5 | ลาป่วย 1 วัน | ไม่ได้ | - | ผิดเงื่อนไข มีการลาป่วย | |
| 6 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 500 บาท | นับใหม่ตามเกณฑ์ |
กรณีที่ 2 : สมมติบริษัทกำหนดเบี้ยขยันแบบคงที่ โดยมีเงื่อนไข "ไม่ขาด ไม่ลา ไม่สาย"
โดยกำหนดว่า เดือนที่ 1 ได้ 500 บาท, เดือนที่ 2 เป็นต้นไป ก็ได้ 500 บาท หากผิดเงื่อนไข จะไม่ได้รับเบี้ยขยันในเดือนนั้น
| พนักงาน | เดือน | สถิตการมาทำงาน | สิทธิ์เบี้ยขยัน | จำนวนเงินที่ได้ | หมายเหตุ |
| นาย B | 1 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 500 บาท | รักษาตามเกณฑ์ 3 ไม่ ได้ |
| 2 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 500 บาท | รักษาตามเกณฑ์ 3 ไม่ ได้ | |
| 3 | เข้างานสาย 10 นาที | ไม่ได้ | - | ผิดเงื่อนไข มาสาย | |
| 4 | มาครบ ไม่ลา ไม่สาย | ได้ | 500 บาท | นับใหม่ตามเกณฑ์ |
ทั้งกรณีที่ 1 และ 2 นี้ สามารถนำมาปรับใช้กับเงื่อนไขการจ่ายดังที่ได้กล่าวไป เช่น ใช้ควบคู่กับการจ่ายเบี้ยขยันแบบพิเศษได้ หรือแบ่งการจ่ายตามประเภทพนักงาน หรือแผนก หรือทีมได้
สรุปทั้งหมด
จากที่เรากล่าวมาข้างต้นนั้น เพื่อให้ระบบการจ่ายเบี้ยขยันมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ สำคัญที่สุดคือ นายจ้างต้องระบุรายละเอียดเกณฑ์การจ่ายและเงื่อนไขการถูกตัดสิทธิ์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และต้องประกาศให้พนักงานทราบอย่างทั่วถึง ซึ่งการรักษาความยุติธรรมในการใช้เกณฑ์เดียวกันกับพนักงานในระดับเดียวกันจะช่วยลดความขัดแย้งในองค์กรได้ดีที่สุด
หากต้องการโปรแกรมที่ช่วยเรื่องการจ่ายเบี้ยขยันให้เป็นเรื่องง่าย ให้โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ FlowAccount Payroll ช่วยนายจ้าง ผู้ทำเงินเดือน สามารถระบุค่าเบี้ยขยันที่จะต้องการจ่ายให้พนักงานในรอบเงินเดือนได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังสามารถออกสลิปเงินเดือน นำส่งเงินประกันสังคม ภ.ง.ด. 1 / 1 ก รวมถึงใบ 50 ทวิได้อีกด้วย มั่นใจได้ว่าเบี้ยขยันนั้น จ่ายให้กับพนักงานได้ครบถ้วนแน่นอน
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการให้และคำนวณเบี้ยขยัน
1. ลูกจ้างลาป่วยได้เบี้ยขยันไหม?
ตอบ : สำหรับคำถามที่ว่า ลาป่วยได้เบี้ยขยันไหม ต้องอธิบายว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว หากลาป่วยมักจะเสียสิทธิ์เบี้ยขยันตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด เว้นแต่บริษัทจะมีนโยบายยกเว้นบางกรณี
2. กรณีลาบวชหรือลาคลอดบุตร ยังได้เบี้ยขยันไหม?
ตอบ : การลาบวชหรือลาคลอดบุตรส่วนใหญ่มักจะทำให้เสียสิทธิ์เบี้ยขยันตามเงื่อนไขของบริษัท เนื่องจากถือว่าไม่ได้มาทำงานตามปกติ แม้จะเป็นการลาตามสิทธิ์ก็ตาม
3. เบี้ยขยันต้องเสียภาษีไหม?
ตอบ : เบี้ยขยันถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภท 40(1) ที่ลูกจ้างได้รับจากการทำงาน จึงต้องนำไปคำนวณรวมกับรายได้อื่น ๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
4. เบี้ยขยันกับเงินโบนัสต่างกันอย่างไร?
ตอบ : ต่างกัน โดยเบี้ยขยัน คือเงินตอบแทนความสม่ำเสมอในการทำงานรายเดือน ส่วนเงินโบนัสคือเงินพิเศษที่จ่ายตามผลประกอบการของบริษัทหรือผลงานของพนักงานเมื่อสิ้นปี
5. ถ้าลาพักร้อน จะยังได้เบี้ยขยันหรือไม่?
ตอบ : โดยทั่วไป การลาพักร้อนที่ได้รับอนุมัติมักไม่ทำให้เสียสิทธิ์เบี้ยขยัน เนื่องจากถือเป็นการลาตามสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดและได้รับการยินยอมจากนายจ้าง ทั้งที่ต้องศึกษาข้อบังคับ กฎระเบียบภายในบริษัทอีกครั้งว่า ลาพักร้อนจะทำให้เสียสิทธิ์การได้รับเบี้ยขยันหรือไม่
About Author

ที่ปรึกษาในด้าน HR Solutions และหลงใหลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง ด้วยประสบการณ์ในสาย SaaS และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล มุ่งเน้นการเชื่อมโยงมุมมองธุรกิจกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน
