
| ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ สิ่งสำคัญที่นายจ้างและฝ่ายบุคคลต้องให้ความสำคัญ คือสวัสดิการความปลอดภัยของลูกจ้าง โดยเฉพาะกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองลูกจ้างเมื่อประสบเหตุจากการทำงาน เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความมั่นใจว่าจะมีการดูแลที่ทั่วถึงทั้งในด้านการรักษาพยาบาลและการชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป |
การเข้าใจกองทุนและหน้าที่ตามกฎหมายจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนายจ้าง ซึ่งบทความนี้ FlowAccount ขอมาสรุปสาระสำคัญของกองทุนเงินทดแทน ตั้งแต่ความหมายว่ากองทุนเงินทดแทน คืออะไร ไป มีขอบเขตความคุ้มครอง อัตราการจ่ายเงินสมทบแบบไหนบ้าง ไปจนถึงขั้นตอนการดำเนินการที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้ธุรกิจปฏิบัติได้อย่างครบถ้วนและลดความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้
เลือกอ่านได้เลย!
Toggleกองทุนเงินทดแทนคืออะไร ?
กองทุนเงินทดแทน คือ กองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้สำนักงานประกันสังคมตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 เพื่อทำหน้าที่จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย ถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย เนื่องจากการทำงานให้นายจ้างหรือการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างตามคำสั่ง โดยนายจ้างมีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเพียงฝ่ายเดียว
กองทุนเงินทดแทน ให้ความคุ้มครองอะไรบ้าง ?
พระราชบัญญัติเงินทดแทนกำหนดขอบเขตการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับอย่างชัดเจนจากกองทุนเงินทดแทน โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม ดังต่อไปนี้
ค่ารักษาพยาบาล
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสม และต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยข้อสรุปข้อมูลตัวเลข ดังนี้
- กรณีประสบอันตรายปกติ จ่ายตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 65,000 บาท
- กรณีบาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรัง จ่ายได้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท ตามเงื่อนไขความรุนแรงของการรักษา
ทั้งนี้หากเข้ารักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษา นายจ้าง/กองทุนจะจ่ายค่ารักษาให้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นโดยไม่มีเพดานกำหนด
ค่าชดเชยกรณีเจ็บป่วย / ทุพลภาพ / เสียชีวิต
ลูกจ้างจะได้รับเงินชดเชยรายเดือนในอัตรา ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยคิดจากฐานค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท ทำให้ได้รับเงินสูงสุดไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน ตามระยะเวลา ดังนี้
- กรณีหยุดพักรักษาตัว จ่ายตั้งแต่วันแรกที่ทำงานไม่ได้ ไม่เกิน 1 ปี
- กรณีสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย จ่ายไม่เกิน 10 ปี
- กรณีทุพพลภาพ จ่ายตลอดชีวิต
- กรณีถึงแก่ความตายหรือสูญหาย จ่ายเป็นเวลา 10 ปี ให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย พร้อมกับค่าทำศพ
ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน
นายจ้างต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพตามความจำเป็นของลูกจ้าง ดังนี้
- ด้านการแพทย์ ค่ากายภาพบำบัดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน และกิจกรรมบำบัดไม่เกิน 100 บาทต่อวัน (รวมกันไม่เกิน 24,000 บาท)
- ค่าผ่าตัดเพื่อการฟื้นฟู ไม่เกิน 40,000 บาท (คณะกรรมการการแพทย์อาจพิจารณาให้เพิ่มได้อีกไม่เกิน 140,000 บาท กรณีจำเป็น)
- ค่าวัสดุและอุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์ช่วยอวัยวะ จ่ายหน่วยละไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 160,000 บาท
- ด้านอาชีพ จ่ายได้เฉพาะการฝึกตามหลักสูตรที่สำนักงานประกันสังคมดำเนินการ ไม่เกิน 24,000 บาท
โดยลูกจ้างจะได้รับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานจะต้องเข้ารับการฟื้นฟูฯ ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานสำนักงานประกันสังคมเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานที่เปิดบริการจำนวน 5 แห่ง คือ
- ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 1 (จังหวัดปทุมธานี)
- ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 2 (จังหวัดระยอง)
- ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 3 (จังหวัดเชียงใหม่)
- ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 4 (จังหวัดขอนแก่น)
- ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงานภาค 5 (จังหวัดสงขลา)
ค่าทำศพ
ปัจจุบันกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าทำศพที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 โดยสามารถจ่ายค่าทำศพได้ที่จำนวน 50,000 บาท ให้กับผู้จัดการศพ

กองทุนเงินทดแทน จ่ายเท่าไหร่ ?
นายจ้างจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเงินทดแทนในอัตราเงินสมทบ ร้อยละ 0.2 – 1.0 ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับประเภทความเสี่ยงของกิจการ สามารถตรวจสอบข้อมูลอัตราเงินสมทบได้ตาม ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ได้ที่นี่
ทั้งนี้กองทุนฯ จะมีการลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบตามสถิติการประสบอันตรายของสถานประกอบการ หากนายจ้างมีระบบความปลอดภัยที่ดีและไม่มีลูกจ้างประสบอันตราย อัตราเงินสมทบจะถูกปรับลดลง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 0.1 แต่ในทางกลับกันหากมีสถิติการประสบอันตรายสูง อัตราเงินสมทบอาจถูกปรับเพิ่มขึ้น ไม่เกินร้อยละ 1.5
กองทุนเงินทดแทน จ่ายอย่างไร ? อธิบายวิธีการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง
สำหรับกระบวนการนำส่งกองทุนเงินทดแทน นายจ้างต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
- การขึ้นทะเบียน (สปส. 1-01) ต้องยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนนายจ้างและจ่ายเงินสมทบภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีหน้าที่
- การแจ้งเหตุ (กท. 16) เมื่อเกิดเหตุประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย นายจ้างต้องแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบเหตุ
- การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูล หากข้อมูลในทะเบียนเปลี่ยนแปลง (เช่น ย้ายที่ตั้งบริษัท) ต้องแจ้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
- วิธีการดำเนินการ ปัจจุบันนายจ้างสามารถทำได้สะดวกรวดเร็วผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม ยื่นด้วยตนเอง หรือส่งผ่านไปรษณีย์ลงทะเบียน โดยมีลำดับเอกสารที่จะได้รับและต้องดำเนินการต่อไปนี้
- กท.26 ก คือใบแจ้งการประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี ที่ทางประกันสังคมจะนำส่งให้นายจ้าง สำหรับแจ้งยอดเงินสมทบที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนเงินทดแทนให้กับลูกจ้างในแต่ละปี เป็นยอดจ่ายล่วงหน้า ประมาณการจากฐานเงินค่าจ้างในปีที่ผ่านมา ซึ่งนายจ้างจะต้องชำระเงินตามยอดที่แจ้งภายใน 31 มกราคม ของปีนั้น
- กท.20 ก คือแบบแสดงเงินค่าจ้างประจำปีกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นเอกสารที่นายจ้างใช้สำหรับสรุปและรายงานข้อมูลค่าจ้างที่ได้จ่ายจริงให้แก่ลูกจ้างตลอดทั้งปีปฏิทินที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 31 ธันวาคม เพื่อนำส่งให้แก่ประกันสังคม ซึ่งนายจ้างจะต้องยื่นภายใน สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี
- กท.25 ค คือใบแจ้งการประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน หากมีการจ่ายเงินทดแทนเพิ่มเติม โดยประกันสังคมจะเป็นผู้ออกใบแจ้งให้หลังจากได้รับและตรวจสอบข้อมูลใน กท. 20 ก เรียบร้อยแล้ว ทางประกันสังคมจะนำยอดจาก กท.26 ก และ กท.20 ก มาคำนวณเพื่อหาผลต่าง หากจ่ายจริงไว้เกิน ประกันสังคมจะแจ้งการคืนเงินหรือนำไปหักกับเงินสมทบปีถัดไป หากจ่ายน้อยกว่ายอดจริง ประกันสังคมจะใช้ใบ กท.25 ค นี้แจ้งให้นายจ้างทราบถึงจำนวนเงินที่ต้องชำระเพิ่มเพื่อให้ครบถ้วน ซึ่งนายจ้างจะต้องชำระเพิ่มเติมภายใน 31 มีนาคมของทุกปี
นายจ้างกิจการใดที่ต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนบ้าง ?
กฎหมายกำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไปต้องส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 4 (ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2561) ดังนี้
- ส่วนราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เฉพาะข้าราชการและลูกจ้างประจำ
- รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
- รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ สำหรับลูกจ้างที่ไม่ได้จ้างในประเทศ)
- ลูกจ้างในบ้าน ที่ทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ไม่ถือเป็นลูกจ้างภายใต้ พรบ. นี้
สรุปทั้งหมด
กองทุนเงินทดแทนไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ตามกฎหมายที่นายจ้างต้องปฏิบัติ แต่คือระบบบริหารความเสี่ยงที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันของลูกจ้าง รวมถึงการรักษาสถิติความปลอดภัยในที่ทำงานไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องชีวิตลูกจ้าง แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการลดค่าใช้จ่ายเงินสมทบประจำปีของธุรกิจอีกด้วย
และสำหรับ HR หรือนายจ้างท่านใดที่กำลังมองหาตัวช่วยในการทำเงินเดือน และจัดการเงินประกันสังคม หรือกองทุนต่าง ๆ ให้กับพนักงาน ขอแนะนำ FlowAccount Payroll โปรแกรมคำนวณเงินเดือน ดูแลในการบริหารงานบุคคลยุคใหม่ ที่ช่วยคำนวณเงินเดือนและเงินสมทบได้อย่างแม่นยำ พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยจัดทำ เอกสาร กท.20 ก เพื่อใช้แจ้งสรุปจำนวนเงินค่าจ้างและเงินสมทบต่อสำนักงานประกันสังคมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดขั้นตอนการทำเอกสารที่ซับซ้อนและป้องกันความผิดพลาดในการส่งข้อมูลตามกำหนดเวลา
ถึงเวลาเปลี่ยนองค์กรของคุณให้การทำเงินเดือน เป็นเรื่องที่ ‘ง่ายขึ้น’ ด้วย FlowAccount Payroll เพื่อทดลองใช้งานฟรี 30 วันได้เลย สนใจสมัครใช้งาน คลิกเลย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน
1. ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทนเมื่อใด?
ตอบ : ลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างตามที่กฎหมายกำหนด หากเป็นเหตุนอกเวลางานหรือธุระส่วนตัวจะไม่สามารถเบิกจากกองทุนนี้ได้
2. กองทุนเงินทดแทนแตกต่างจากประกันสังคมอย่างไร?
ตอบ : กองทุนเงินทดแทนคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานเท่านั้น ซึ่งนายจ้างมีหน้าที่จ่ายให้เท่านั้น และมีการจ่ายสมทบปีละ 1 ครั้ง ขณะที่ประกันสังคมจะคุ้มครองกรณีในอื่น ๆ ด้วยเช่น คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน แต่หน้าที่จ่ายจะมีทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ สมทบฝั่งละไม่เกิน 875 บาทต่อเดือน ทั้งหมด 12 เดือน
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง : ประกันสังคมมาตรา 33, 39 และ 40 คืออะไร ต่างกันอย่างไร [ปี2569]
3. หากนายจ้างไม่ส่งเงินสมทบ จะเกิดอะไรขึ้น?
ตอบ : นายจ้างที่ไม่ส่งเงินสมทบจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยนายจ้างจะมีความผิดตามมาตรา 46 และ 62 โดยต้องเสียเงินเพิ่มในอัตรา 2% ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ค้างชำระ และมีโทษทางอาญาคือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากกองทุนฯ โดยสำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการเรียกเก็บจากนายจ้างในภายหลัง
4. ใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแลกองทุนเงินทดแทน?
ตอบ : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการและดูแลกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน
5. การขอรับเงินทดแทนจากกองทุนฯ มีขั้นตอนอย่างไร?
ตอบ : ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิจะต้องยื่นแบบฟอร์มแจ้งการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยต่อสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่เกิดเหตุ หรือหากเป็นการเจ็บป่วยที่ปรากฏผลภายหลังสิ้นสภาพลูกจ้าง ให้ยื่นคำร้องได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ทราบการเจ็บป่วย
About Author

ที่ปรึกษาในด้าน HR Solutions และหลงใหลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง ด้วยประสบการณ์ในสาย SaaS และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล มุ่งเน้นการเชื่อมโยงมุมมองธุรกิจกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน
