ภาษีย้อนหลัง คืออะไร? ถ้าโดนตรวจย้อนหลังต้องทำอย่างไร

ภาษีย้อนหลัง

ลองนึกภาพดูนะครับ วันหนึ่งมีจดหมายมาส่งคุณถึงบ้าน จ่าหน้าถึงคุณ แต่ระบุผู้ส่งเป็น “สำนักงานสรรพากรพื้นที่” แห่งหนึ่ง เปิดอ่านแล้วเจอข้อความอะไรไม่รู้เต็มไปหมด คุณจะรู้สึกอย่างไรครับ?  ความรู้สึกคงเจือปนหลายแบบครับ ตั้งแต่ตกใจ กังวล กลัว ปวดหัว ตัวร้อน เหมือนจะเป็นไข้ นี่มันอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเรากันแน่นะ
ถ้าคุณไม่ได้ขอคืนภาษี ไม่ได้มีอะไรไปติดต่อสรรพากรไว้ล่วงหน้า ผมคิดว่าในใจหลายคนน่าจะรู้สึกว่าเรากำลังจะโดน “ภาษีย้อนหลัง” หรือต่อให้คุณไม่เคยได้รับจดหมายจากสรรพากร แต่แค่ได้ยินคำว่า “ภาษีย้อนหลัง” แล้วรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เหมือนจะไม่สบายใจ

บอกเลยครับว่า คุณไม่ได้รู้สึกไปคนเดียวแน่นอนครับ เพราะในฐานะคนทำงานด้านนี้ แม้จะไม่ได้รับงานที่ปรึกษาก็ตาม แต่ผมมักจะเจอคนมาปรึกษาเรื่องนี้บ่อยมาก ทั้งพนักงานเงินเดือนที่รับงานฟรีแลนซ์เสริม เจ้าของร้านออนไลน์ที่ขายดิบขายดีจนลืมว่าตัวเองต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจ SME ที่ทำบัญชีเองมาตลอด แล้ววันหนึ่งก็ได้รับจดหมาย (รัก) จากสรรพากร


บทความนี้เลยจะพาไปทำความเข้าใจทีละขั้นตอนครับว่า ภาษีย้อนหลัง คืออะไรกันแน่ ทำไมถึงโดนตรวจ สรรพากรมีอำนาจตรวจย้อนหลังได้กี่ปี เสียค่าปรับเท่าไหร่ และถ้าโดนแล้วต้องทำอย่างไร พร้อมวิธีป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องมานั่งกังวลแบบนี้อีกในอนาคต


 

ผมหวังว่าอ่านจบแล้ว ทุกคนจะเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตัวเองชัดเจนขึ้นแน่นอนครับ 


เลือกอ่านได้เลย!

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร?


ภาษีย้อนหลัง คือ ภาษีของปีที่ผ่าน ๆ มา ที่คุณ “ควรจะจ่าย” แต่ยังไม่ได้จ่าย หรือจ่ายไปไม่ครบ แล้วกรมสรรพากรมาตรวจพบในภายหลัง และทำการเรียกเก็บตามอำนาจที่กฎหมายกำหนด

ย้ำอีกทีครับ ภาษีย้อนหลัง ไม่ใช่ภาษีชนิดใหม่ที่งอกขึ้นมา หรือว่าอยู่ ๆ คุณจะต้องเสีย แต่เป็นภาษีตัวเดิมที่คุณ “ติดค้าง” อยู่ หรือ ไม่เคยเสียมาก่อน บวกกับบทลงโทษตามกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้อง


สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาษีย้อนหลังมีอะไรบ้าง


จริง ๆ แล้ว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาษีย้อนหลังมีอยู่ 3 แบบ ดังนี้

  • ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเลย เช่น มีรายได้แต่คิดว่าไม่ถึงเกณฑ์ต้องยื่น หรือลืมไปเลยว่ามีหน้าที่ต้องยื่น
  • ยื่นแบบเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ถูกต้อง หรือ ไม่ครบถ้วน เช่น คำนวณรายได้ผิด ใช้สิทธิลดหย่อนเกินจริง 
  • มีรายได้หลายทาง แต่ยื่นแค่บางส่วน อะไรแบบนี้ที่เราพลาด ๆ กัน เหมือนทำการบ้านส่งครูไปไม่ครบทุกข้อ 

ซึ่งหลักการของกฎหมายบอกว่า กรมสรรพากรไม่ได้จู่ ๆ บุกมาเรียกเก็บเงินทันที ขั้นตอนปกติคือเขาจะส่งเป็นเอกสารมาก่อนครับ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือเชิญพบ ไปจนถึง หมายเรียก เพื่อให้เราไปพบและชี้แจง จากนั้นถ้าตรวจพบว่าภาษีขาดจริง เจ้าพนักงานจะประเมินภาษีที่ขาด พร้อมเรียกเก็บเงินส่วนอื่นนอกเหนือจากภาษีเพิ่มเติมตามที่กฎหมายกำหนด


เมื่อพูดถึงเงินส่วนอื่นที่นอกเหนือจากภาษี ผมอยากชวนดูถึง 4 คำศัพท์ ที่คนมักงงปนกัน ภาษี, เงินเพิ่ม, เบี้ยปรับ, ค่าปรับอาญา นี่คือจุดที่คนสับสนกันบ่อยที่สุด เพราะพอโดน ภาษีย้อนหลัง มักจะมีตัวเลขหลายก้อนโผล่มา  


เรามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้กันก่อนครับ 


สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาษีย้อนหลังมีอะไรบ้าง


อ้างอิง: ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19–21, 22, 26, 27, 35, 37 และ 89


ฟังดูซับซ้อนใช่ไหมครับ แต่สรุปสั้น ๆ คือ ภาษีหลักคือเงินที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว ส่วนเงินเพิ่มกับเบี้ยปรับคือ “ราคาของความล่าช้าหรือความผิดพลาด” ยิ่งเราจ่ายไวขึ้น หรือจ่ายถูกต้องก็จะลดโอกาสตรงนี้ไปได้มากแล้วครับ 


ไม่ใช่ทุกเคสคือ “เจตนาโกงภาษี”


ในความเป็นจริง หลายกรณีที่ถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังไม่ได้เกิดจากการตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษีเลย แต่เกิดจากความเข้าใจผิด เอกสารไม่ครบ หรือบัญชีไม่เป็นระบบ


ยกตัวอย่างเช่น 


ฟรีแลนซ์คนหนึ่งรับงานจากหลายบริษัท แต่ตอนยื่นภาษีปลายปี เขาดึงข้อมูลมาจากที่จำได้ เช็คจากระบบสรรพากรแล้วไม่เจอข้อมูลนี้ แล้วลืมไปว่ามีอีกบริษัทหนึ่งที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ แต่เขาไม่ได้นำรายได้ก้อนนั้นมารวมยื่น


นี่ไม่ใช่การโกงภาษีครับ แต่เป็นความ “ตกหล่น” ธรรมดา ๆ ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ผลลัพธ์ในทางกฎหมายก็คือ ภาษีตรงนั้น “ขาดไป” และมีโอกาสถูกเรียกตรวจสอบอยู่ดี


ผมอยากให้เข้าใจตรงนี้ไว้เป็นพื้นฐานก่อน เพราะมันจะช่วยให้ทำอ่านบทความนี้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่อ่านไปหวาดกลัวไปว่าจะเป็นเรา


ทำไมถึงโดนเรียกตรวจภาษีย้อนหลัง


มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่า “สรรพากรรู้ได้ยังไงว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ ทั้งที่เราไม่ได้บอกเขาเลย” คำตอบคือ ทุกวันนี้กรมสรรพากรใช้เทคโนโลยี เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • หนังสือรับรองภาษีหัก ณ ที่จ่าย เวลาใครจ้างคุณทำงาน แล้วหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายไว้ เขาต้องส่งข้อมูลนี้ให้สรรพากรด้วย ดังนั้นสรรพากรจะเห็นว่าคุณมีรายได้จากที่ไหนบ้าง แม้คุณจะไม่ได้ยื่นเอง
  • กฎหมาย e-Payment กำหนดให้สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลบัญชีที่มีการรับโอนเงิน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งต่อปีและมียอดรวมเกิน 2 ล้านบาท ให้กรมสรรพากรทราบ
  • กฎหมายกำหนดให้ Platform ต่าง ๆ ที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ ส่งข้อมูลให้สรรพากรเมื่อเข้าเงื่อนไข
  • ระบบแจ้งเบาะแสในเวปไซด์กรมสรรพากร ระบบการร้องเรียนต่าง ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐด้วยกัน
  • เกณฑ์การตรวจสอบในระบบของกรมสรรพากรเอง ซึ่งวิเคราะห์จากข้อมูลของผู้เสียภาษี เช่น การเปรียบเทียบอัตรากำไรกับธุรกิจประเภทเดียวกัน ด้วย ถ้าธุรกิจคุณกำไรต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับคนอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ก็อาจถูกหยิบขึ้นมาดูเป็นพิเศษ รวมถึงเกณฑ์อื่น ๆ ที่กำหนดไว้ (แต่สรรพากรไม่ได้บอกเราทั้งหมด ฮา)

จริง ๆ ต้องบอกว่าช่องทางต่าง ๆ ในการตรวจสอบข้อมูลผู้เสียภาษีของสรรพากรมีมากมาย และมีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อย ๆ 


สรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังจากอะไรบ้าง รวมสาเหตุที่ควรรู้


ผมสรุปรายละเอียดแยกให้เพิ่มเติมระหว่าง บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล ครับว่า มีอะไรที่พบบ่อย และมักถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบภาษีย้อนหลังบ้าง


สาเหตุที่บุคคลธรรมดา โดนสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง มีดังนี้


  1. มีรายได้หลายทางแต่ยื่นไม่ครบ เช่น เงินเดือน + รับงานฟรีแลนซ์ + ค่าเช่าห้อง + ขายของออนไลน์ แต่ตอนยื่นภาษีกลับใส่แค่เงินเดือนอย่างเดียว
  2. ยอดเงินเข้าบัญชีถึงเกณฑ์ e-Payment แต่ภาษีที่ยื่นไม่สัมพันธ์กัน เช่น เงินเข้าบัญชีปีละหลายล้าน แต่ยื่นรายได้แค่แสนกว่าบาท หรือไม่ยื่นเลย 
  3. ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากหลายแหล่ง แต่ไม่ได้นำมารวมยื่น สรรพากรเห็นข้อมูลใบ 50 ทวิ จากผู้จ่ายเงินทุกราย แต่พบว่าในแบบที่เรายื่นมีไม่ครบ
  4. ใช้สิทธิลดหย่อนผิดเงื่อนไข เช่น ซื้อประกันชีวิตหรือกองทุนลดหย่อนภาษี แต่เงื่อนไขไม่ผ่านตามที่กฎหมายกำหนด
  5. ไม่มีเอกสารรายได้หรือรายจ่ายที่ชัดเจน พอถูกขอให้พิสูจน์ ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนตัวเลขที่ยื่นไว้
  6. โอนเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจปนกันในบัญชีเดียว ทำให้ยอดเงินในบัญชีดูสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับรายได้ที่ยื่น

สาเหตุที่นิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) โดนสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลัง มีดังนี้


  1. รายได้ในบัญชีธนาคารไม่ตรงกับยอดขายที่แสดงใน ภ.พ.30 เป็นจุดที่สรรพากรเทียบได้ง่ายที่สุด
  2. ออกใบกำกับภาษีไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด
  3. นำภาษีซื้อที่ใช้ไม่ได้หรือไม่มีสิทธิมาขอคืน เช่น ภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับกิจการ
  4. ค่าใช้จ่ายไม่มีหลักฐาน หรือไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น บิลที่ไม่มีใบกำกับภาษีรองรับ
  5. ไม่ยื่น ภ.พ.30, ภ.ง.ด.50, ภ.ง.ด.51 หรือยื่นคลาดเคลื่อนต่อเนื่อง
  6. เงินเข้าออกระหว่างกรรมการและบริษัทปะปนกัน หรือที่เรียกกันว่า “เงินกู้กรรมการ” ที่ดูแล้วไม่ชัดเจนว่าเป็นรายการของบริษัทหรือส่วนตัว
  7. งบการเงินกับแบบภาษีไม่สัมพันธ์กัน หรืออัตรากำไรผิดปกติ เมื่อเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกันในอุตสาหกรรม

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจรู้สึกว่า “เอ๊ะ ข้อนี้เราก็เข้าข่ายเหมือนกันนี่” ใจเย็น ๆ ครับ การเข้าข่ายไม่ได้แปลว่าจะถูกตรวจทันที หรือต้องเสียภาษีย้อนหลังก้อนใหญ่ แต่มันคือสัญญาณที่บอกว่า ถึงเวลาที่ควรกลับไปเช็กบัญชีของตัวเองให้ชัดเจนขึ้นแล้วมากกว่าครับ


สรรพากรตรวจภาษีย้อนหลังได้กี่ปี


คำถามนี้เจอกันมาบ่อย และเป็นสิ่งที่หลายคนกลัว เพื่อความเข้าใจง่าย ผมขอสรุปเรื่องนี้แยกเป็น 3 กรณีตามประมวลรัษฎากร ดังนี้ครับ 


สรรพากรตรวจภาษีย้อนหลังได้กี่ปี


กรณียื่นแบบแล้ว แต่ยื่นผิดหรือไม่ครบ


ถ้าคุณยื่นภาษีตามปกติทุกปี แต่บางปียื่นไม่ถูกต้องหรือไม่ครบ โดยทั่วไปสรรพากรจะมีเวลา 2 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบ ในการออกหมายเรียกตรวจสอบ

แต่ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการจงใจหลีกเลี่ยงภาษี อธิบดีกรมสรรพากรสามารถอนุมัติให้ขยายระยะเวลาออกไปได้ถึง 5 ปี จากวันที่ยื่นแบบ ซึ่งจุดนี้เองที่หลายคนเข้าใจผิดว่า “5 ปีคือมาตรฐานปกติ” ทั้งที่จริง ๆ มันเป็นกรณีขยายพิเศษเท่านั้น


กรณีไม่ยื่นแบบเลย


ถ้าปีไหนคุณไม่ได้ยื่นแบบภาษีเลย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม กรณีนี้ไม่มีกรอบเวลา 2 ปีหรือ 5 ปีมาจำกัด สรรพากรมีอำนาจออกหมายเรียกได้ตามมาตรา 23 ของประมวลรัษฎากร แต่สิทธิในการเรียกเก็บ

ภาษีนั้นจะมี อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/31 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นอายุความทั่วไปของหนี้ภาษี

ตัวเลข 2 ปี, 5 ปี, และ 10 ปี ทั้งหมดนี้เป็นกรอบตามกฎหมาย แต่การที่สรรพากรจะใช้กรอบไหนกับกรณีไหน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละเคส เช่น มีหลักฐานชัดเจนแค่ไหนว่าจงใจหรือไม่จงใจ ประเภทภาษีคืออะไร และเป็นการยื่นแบบหรือไม่ยื่นแบบ

ตรงนี้ต้องดูรายละเอียดเป็นกรณีไปครับ แต่หลักการคร่าว ๆ สามารถพิจารณาจากแนวทางตามนี้ได้ครับ 


ค่าปรับภาษีย้อนหลัง (เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม) คิดอย่างไร เสียเท่าไหร่บ้าง


อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรกของบทความว่า นอกจากภาษีที่ต้องจ่าย ยังมีเงินส่วนอื่นที่ต้องจ่ายนอกเหนือจากภาษีเพิ่มเติม ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตรงนีแหละครับคือจุดที่ทำให้คนที่ถูกภาษีย้อนหลังจ่ายแพงกว่า


และเป็นคำถามที่ตามมาว่า “ถ้าโดนภาษีย้อนหลังจริง ๆ จะต้องเสียเงินเท่าไหร่” เรามาลงรายละเอียดในส่วนนี้กันครับ 

ค่าปรับภาษีย้อนหลังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ เงินเพิ่ม กับ เบี้ยปรับ ซึ่งทั้งสองตัวนี้คำนวณแยกกันคนละแบบ และที่สำคัญ ไม่ใช่ทุกกรณีจะเสียเท่ากันหมด โดยเริ่มต้นจาก เงินเพิ่ม ก่อน


เงินเพิ่ม (ตามมาตรา 27) คิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน ของจำนวนภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาชำระภาษีจนถึงวันที่ชำระจริง


สมมติคุณมีภาษีที่ขาดไป 100,000 บาท และค้างมานาน 3 ปี (36 เดือน) เงินเพิ่มจะคำนวณได้ประมาณ 100,000 x 1.5% x 36 = 54,000 บาท แต่กฎหมายมีเพดานกำหนดไว้ว่า เงินเพิ่มจะต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย หมายความว่าต่อให้ค้างนานแค่ไหน เงินเพิ่มก็จะไม่เกิน 100,000 บาท (ตามเงินภาษีในตัวอย่างนี้)


ในขณะที่ เบี้ยปรับ เป็นค่าปรับที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของภาษีที่ขาด แต่จำนวนเปอร์เซ็นต์จะแตกต่างกันไปตามประเภทภาษีและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราที่กฎหมายกำหนด ยกตัวอย่างเช่น


ค่าปรับภาษีย้อนหลัง (เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม) คิดอย่างไร เสียเท่าไหร่บ้าง


นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้นนะครับ จริง ๆ แล้วโทษของเบี้ยปรับมีมากกว่านี้อีกหลายมาตรา ผมเพียงยกตัวอย่างมาให้ดูว่าอัตราที่ต้องเสียนั้น มันสัมพันธ์กับประเด็นความผิดและภาษีที่ต้องชำระนั่นเองครับ

มาถึงตรงนี้ มีข่าวดีเล็ก ๆ มาบอกครับว่า ในบางกรณีที่เราต้องจ่ายภาษีเพิ่ม เราอาจ ขอลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ได้ถ้าเข้าเงื่อนไขตามคำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.81/2542

โดยเงื่อนไขหลัก ๆ คือ ต้องยื่นขอลดก่อนได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ถ้าเรารู้ตัวก่อนและรีบไปยื่นเพิ่มเติมเอง โอกาสได้ลดมากกว่าการรอให้สรรพากรเรียกก่อน และ ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี และให้ความร่วมมือดี ระหว่างการตรวจสอบ 

เท่าที่เจอมากับตัวเองและประสบการณ์คนอื่น โดยปกติแล้วถ้าเข้าเงื่อนไขที่สามารถขอลดได้ เจ้าหน้าที่สรรพากรจะแนะนำให้ทำหนังสือขอลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มเสมอครับ 


หากโดนภาษีย้อนหลัง ควรทำอย่างไร?


ถ้าวันนี้คุณได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรและพบว่าเป็นการยื่นภาษีที่ไม่ครบถ้วน หรือ ไม่ถูกต้อง อย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูกครับ มาดูกันว่าควรทำตามขั้นตอนไหนบ้าง


กรณีของบุคคลธรรมดา 


  1. อ่านหนังสือให้ชัดเจนครับ ผมอยากแนะนำให้เช็กให้ดีว่าสรรพากรเรียกพบเรื่องอะไร เพราะบางเรื่องอาจจะไม่ใช่โดนภาษีย้อนหลัง แต่ถ้าโดนจริง ๆ ก็เช็คให้ชัดว่า เกี่ยวกับปีภาษีไหน เพราะการเตรียมตัวจะต่างกันไปตามประเด็นที่ถูกเรียก
  2. รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากทุกแหล่งที่ได้รับ บัญชีรายรับรายจ่าย และเอกสารประกอบการลดหย่อนต่าง ๆ
  3. ตรวจแบบภาษีเดิมที่เคยยื่น ว่ามีจุดไหนที่คลาดเคลื่อนจากเอกสารที่รวบรวมมาบ้าง
  4. หากพบว่ายื่นผิดหรือขาด ให้ประเมินดูว่าควรยื่นแบบเพิ่มเติมก่อนที่จะถูกประเมินอย่างเป็นทางการหรือไม่ ตรงนี้คุยกับเจ้าหน้าที่ได้เลยครับ 

สิ่งสำคัญสำหรับบุคคลธรรมดาหลายคน คือ ถ้าได้หนังสือจากสรรพากรจริง ๆ อย่าปล่อยทิ้งหรือไม่สนใจนะครับ เพราะไม่ไปตามนัดหรือไม่ติดต่อ เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินภาษีตามที่ “รู้เห็นว่าถูกต้อง” ได้เลย ซึ่งตรงนี้อาจจะมีปัญหาในภายหลัง ทั้งยอดภาษีที่ต้องเสียและโอกาสในการอุทธรณ์การประเมินครับ


 

กรณีของนิติบุคคล


  1. เบื้องต้นผมแนะนำให้ ตรวจบัญชี งบการเงิน แบบภาษี และเอกสารประกอบของปีที่ถูกเรียก ให้ครบทุกรายการ มีเอกสารทุกอย่างครบถ้วนไหม ขาดตกอะไรไปบ้าง
  2. แยกประเด็นความเสี่ยงออกเป็นเรื่องที่ถูกตรวจสอบ เช่น รายได้, ค่าใช้จ่าย, VAT, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, เงินกู้กรรมการ เพื่อจะรู้ว่าควรเตรียมเอกสารส่วนไหนเป็นพิเศษ
  3. เตรียมเอกสารหลักฐานให้ตรงกับปีภาษีที่ถูกเรียก เช่น ใบกำกับภาษี บิล สัญญา และ statement ธนาคาร
  4. ถ้ารู้สึกว่าไม่สามารถจัดการได้ด้วยตัวเองคนเดียว อาจจะต้องมีฝ่ายบัญชี ผู้สอบบัญชี หรือที่ปรึกษาภาษีช่วยประเมินความเสี่ยงก่อนไปพบสรรพากร การมีคนช่วยตรวจสอบก่อนจะช่วยให้เห็นภาพรวมและเตรียมคำตอบล่วงหน้าได้ แต่อย่าลืมไปพบเจ้าหน้าที่ด้วยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ 

สุดท้ายหากพบว่ามีภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม ให้ประเมินแนวทางการยื่นเพิ่มเติม พร้อมชำระภาษีที่ขาด เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาขอลดเบี้ยปรับตามเงื่อนไขต่อไปครับ 


เคล็ดลับป้องกันไม่ให้ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง


วิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับภาษีย้อนหลัง คือการ ไม่ทำให้มันเกิดขึ้นครับ (ฮา) ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้ามีนิสัยการจัดการเรื่องเงินและภาษีที่ดีมาตั้งแต่แรก ดังนี้


เคล็ดลับป้องกันไม่ให้ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง


  • ยื่นภาษีให้ครบและตรงเวลา ทั้ง ภ.ง.ด.90/91 สำหรับบุคคลธรรมดา และ ภ.พ.30, ภ.ง.ด.50, ภ.ง.ด.51 สำหรับนิติบุคคล
  • แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจออกจากกันให้ชัดเจน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแต่ได้ผลมากที่สุด เพราะเมื่อเงินสองส่วนนี้ไม่ปนกัน การตรวจสอบหรืออธิบายที่มาของเงินก็ง่ายขึ้นมาก
  • เก็บเอกสารให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย หรือสัญญาจ้างงาน
  • กระทบยอดบัญชีธนาคารกับรายได้ทุกเดือน ไม่ใช่รอถึงปลายปีแล้วมานั่งไล่ย้อนหลังทีเดียว
  • ถ้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่าลืมตรวจสอบเอกสารภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน ว่ายอดรายรับ-รายจ่าย VAT สอดคล้องกันหรือไม่ และมีหลักฐานครบถ้วนหรือเปล่า 
  • ในกรณีที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แนะนำตรวจภาษีหัก ณ ที่จ่าย ว่านำส่งครบถ้วนตามรอบเวลาหรือยัง และถ้าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ให้ตรวจสอบเอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ต่าง ๆ ให้ครบถ้วน
  • ทำบัญชีให้สม่ำเสมอ ตรวจสอบตัวเลขเป็นประจำ เพราะยิ่งทำกระชั้นชิด ยิ่งมีโอกาสตกหล่น
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมเมื่อมีรายการที่ซับซ้อน เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมในการตัดสินใจ

สิ่งเหล่านี้ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่ในระยะยาว มันคือการป้องกันภาษีย้อนหลังที่ดี และช่วยให้เรารู้ข้อมูลของธุรกิจได้อย่างมีระบบครับ


ใช้โปรแกรมบัญชีช่วยลดความเสี่ยงภาษีย้อนหลังได้อย่างไร


ถ้าอยากให้ผมลองสรุป สิ่งที่เห็นมาตลอดหลายปีจากประสบการณ์ทำงาน ผมพบว่า ภาษีย้อนหลังหลายเคสไม่ได้เกิดจากความตั้งใจโกงเลย แต่เกิดจากเรื่องง่าย ๆ อย่าง บิลหาย บัญชีไม่เป็นระบบ รายได้บางรายการไม่ถูกบันทึก หรือเจ้าของธุรกิจจำไม่ได้แล้วว่ารายการไหนเกิดขึ้นเมื่อไหร่

นี่คือจุดที่ระบบบัญชีที่ดีเข้ามาช่วยได้ตรงจุดมาก ๆ เพราะการมีโปรแกรมบัญชีและวางระบบไว้อย่างดี จะช่วยให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ง่ายขึ้น ดังนี้

  • บันทึกรายรับรายจ่ายอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลไม่ตกหล่นเหมือนการจดมือหรือจำเอง
  • ออกเอกสารได้ครบ ทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และใบกำกับภาษี พร้อมให้สรรพากรตรวจได้ทุกเมื่อ
  • เก็บข้อมูลเป็นระบบ เมื่อถูกขอเอกสารย้อนหลัง ก็หาได้ทันทีโดยไม่ต้องไปขุดกล่องเก่าที่บ้าน
  • กระทบยอดบัญชีธนาคารได้ตลอดเวลา ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างรายได้กับเงินในบัญชีอยู่เสมอ
  • ช่วยให้คุยกับนักบัญชีง่ายขึ้น เพราะข้อมูลครบ นักบัญชีทำงานได้เร็วขึ้น และลดโอกาสเกิดความผิดพลาด

ถ้าใครสนใจโปรแกรมบัญชีสำหรับธุรกิจ SME อยากให้ลองใช้งาน FlowAccount โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจ SME โดยเฉพาะ ช่วยให้การเตรียมตัวรับการตรวจสอบภาษีมีหลักฐานและข้อมูลพร้อมกว่าเดิม



แต่อย่างไรก็ดี คงต้องบอกตรง ๆ ครับว่า การใช้ระบบบัญชีที่ดีช่วย “ลดความเสี่ยง” จากความผิดพลาดหรือเอกสารขาด ไม่ครบถ้วน แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ถูกตรวจสอบ เพราะกรมสรรพากรมีอำนาจตรวจสอบได้เสมอตามกฎหมายครับ  


สรุปสุดท้ายครับ ภาษีย้อนหลังไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัวจนนอนไม่หลับ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยปะละเลยไม่สนใจ และสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ คือ การเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ 



คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับภาษีย้อนหลัง 


1. สรรพากรสามารถตรวจภาษีย้อนหลังได้กี่ปี?

ตอบ: โดยทั่วไปกรมสรรพากรออกหมายเรียกได้ภายใน 2 ปีนับจากวันยื่นแบบ หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าจงใจหลีกเลี่ยงภาษี อาจขยายได้ถึง 5 ปี และหากไม่ได้ยื่นแบบเลย อาจเรียกเก็บได้ถึง 10 ปีตามอายุความทั่วไป ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและประเภทภาษีเป็นรายกรณี


2. บุคคลธรรมดามีโอกาสโดนภาษีย้อนหลังไหม?

ตอบ: มีโอกาสเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้หลายทาง เช่น เงินเดือนร่วมกับงานฟรีแลนซ์และค่าเช่า เพราะกรมสรรพากรมีข้อมูลจากระบบหักภาษี ณ ที่จ่าย การส่งข้อมูลจาก e-Payment ไปจนถึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ  ที่ทำให้เห็นธุรกรรมหรือพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่าเสียภาษีไม่ถูกต้อง


3. บริษัทหรือธุรกิจขนาดเล็กเสี่ยงโดนภาษีย้อนหลังหรือไม่?

ตอบ: เสี่ยงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะหากยอดขายกับแบบ ภ.พ.30 ไม่สัมพันธ์กัน มีค่าใช้จ่ายที่ไม่มีหลักฐาน หรือมีรายการเงินกู้กรรมการที่ปนกับบัญชีบริษัท


4. หากยื่นภาษีผิด สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ไหม?

ตอบ: ได้ครับ สามารถยื่นแบบเพิ่มเติม (เกินกำหนด) ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้ โดยต้องชำระภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน และอาจมีเบี้ยปรับตามกรณี ซึ่งหากยื่นก่อนถูกตรวจสอบมักจะเสียเบี้ยปรับน้อยกว่า


5. ถ้าไม่มีเอกสารย้อนหลัง จะเกิดอะไรขึ้น?

ตอบ: หากไม่สามารถแสดงเอกสารตามที่สรรพากรเรียกขอ เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินภาษีตามที่ “รู้เห็นว่าถูกต้อง” ตามมาตรา 21 และในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ถูกเรียกเก็บภาษีสูงกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ต้องตรวจสอบตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี


6. ไม่อยากโดนภาษีย้อนหลังควรทำอย่างไร?

ตอบ: ยื่นภาษีให้ครบและตรงเวลา แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน เก็บเอกสารทุกรายการ กระทบยอดบัญชีอย่างสม่ำเสมอ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีรายการที่ไม่แน่ใจ


7. เงินไม่พอจ่ายภาษี ทำอย่างไรได้บ้าง?

ตอบ: ควรติดต่อกรมสรรพากรโดยตรงเพื่อสอบถามแนวทาง บางกรณีอาจขอผ่อนชำระได้ตามดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน การเพิกเฉยไม่ติดต่อจะทำให้เงินเพิ่มสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจนำไปสู่การถูกดำเนินการบังคับคดีในที่สุด ทั้งนี้ต้องตรวจสอบตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขเป็นรายกรณี


About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย