
| การขายของออนไลน์กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่หลายคนเริ่มต้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเปิดร้านบน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือขายผ่าน Facebook, Instagram และเว็บไซต์ของตัวเอง แต่เมื่อเริ่มมีรายได้จากการขายสินค้า สิ่งที่ตามมาคือเรื่อง “ภาษี” |
หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่า ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม เสียภาษีอะไรบ้าง รายได้เท่าไรถึงต้องยื่นภาษี และต้องจด VAT หรือไม่ รวมถึงหากขายหลายช่องทาง ต้องนำรายได้มารวมกันอย่างไร?
จริง ๆ แล้วการขายสินค้าออนไลน์ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ภาษีแยกออกจากการขายสินค้าทั่วไป เพียงเพราะขายผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ประกอบการ e-Commerce มีหน้าที่ทางภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าผ่านช่องทางทั่วไป โดยต้องพิจารณาทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
มาดูกันว่า ขายของออนไลน์ ภาษี มีเรื่องอะไรที่ต้องรู้บ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไรตั้งแต่เริ่มขาย
เลือกอ่านได้เลย!
Toggleขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม?
ขายของออนไลน์มีรายได้ ก็ต้องนำรายได้มาพิจารณาหน้าที่ทางภาษี ไม่ว่าจะขายเป็นอาชีพหลัก อาชีพเสริม หรือขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ใดก็ตาม
สำหรับบุคคลธรรมดาที่ขายสินค้าออนไลน์ รายได้จากการขายสินค้าจะถือเป็นเงินได้ที่ต้องนำมาพิจารณาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยต้องนำไปรวมกับเงินได้ประเภทอื่นที่มี เช่น เงินเดือนหรือรายได้จากช่องทางอื่น แล้วคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่มีจุดหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด คือ
“มีหน้าที่ยื่นภาษี” ไม่ได้แปลว่า “ต้องเสียภาษี” ในจำนวนหนึ่งเสมอไป
เพราะการคำนวณภาษีต้องพิจารณารายได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเงื่อนไขอื่น ๆ ก่อน จึงจะทราบว่ามีภาษีที่ต้องชำระหรือไม่
ดังนั้น แม้จะเป็นร้านออนไลน์ขนาดเล็กหรือขายของเป็นรายได้เสริม ก็ควรเริ่มเก็บข้อมูลรายรับและค่าใช้จ่ายตั้งแต่ต้น เพื่อให้ตรวจสอบและยื่นภาษีได้ถูกต้อง
ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?
สำหรับคนขายของออนไลน์ ภาษีหลัก ๆ ที่ควรรู้จักมี 2 ส่วน คือ ภาษีเงินได้ และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยหน้าที่ทางภาษีจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบธุรกิจและรายได้
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
หากขายของออนไลน์ในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากการขายสินค้าจะถือเป็นเงินได้จากการประกอบธุรกิจ และต้องนำมาพิจารณาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สำหรับรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ กรมสรรพากรจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) และผู้มีเงินได้อาจมีหน้าที่ยื่นภาษีทั้งครึ่งปีและสิ้นปีตามเงื่อนไขที่กำหนด
หากมีรายได้อื่นด้วย เช่น เงินเดือนจากงานประจำ ก็ต้องนำรายได้ที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาตามประเภทเงินได้และแบบภาษีที่กำหนด ไม่ควรดูเฉพาะยอดขายจากร้านออนไลน์เพียงอย่างเดียว
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
นอกจากภาษีเงินได้แล้ว คนขายของออนไลน์ต้องพิจารณาด้วยว่าธุรกิจมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือเป็นนิติบุคคลหรือไม่
โดยทั่วไป ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี และไม่เข้าข่ายได้รับยกเว้น จะมีหน้าที่จดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกินเกณฑ์
ดังนั้น ยอดขายออนไลน์ถึง 1.8 ล้านบาทไม่ได้หมายความว่าต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใดอัตราหนึ่งทันที แต่เป็นเกณฑ์ที่ควรนำมาตรวจสอบเรื่องหน้าที่จด VAT แยกต่างหากจากภาษีเงินได้
ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีเท่าไหร่?
คำถามว่า “ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีเท่าไหร่” ไม่สามารถตอบจากยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องนำรายได้มาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามหลักเกณฑ์ก่อน
แนวคิดง่าย ๆ คือ
เงินได้พึงประเมิน − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราที่กฎหมายกำหนด
ตัวอย่างเช่น
หากร้านค้าออนไลน์มียอดขายทั้งปี 600,000 บาท ก็ไม่ควรเข้าใจว่าเงิน 600,000 บาทคือจำนวนเงินที่ต้องนำไปเสียภาษีทั้งหมดทันที เพราะต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า รวมถึงค่าลดหย่อนที่มีสิทธิก่อน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่คนขายออนไลน์ควรทำตั้งแต่เริ่มขาย คือ แยกและบันทึกรายได้กับค่าใช้จ่ายของธุรกิจให้ชัดเจน แทนที่จะดูเฉพาะยอดเงินที่ได้รับเข้าบัญชี
ขายของออนไลน์ต้องรวมรายได้และค่าใช้จ่ายอะไรบ้างก่อนยื่นภาษี?

สำหรับคนขายของออนไลน์ที่มีหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล สิ่งสำคัญคือการรวบรวมข้อมูล ยอดขายและค่าใช้จ่ายให้ครบ ไม่ควรดูเฉพาะยอดเงินที่ Marketplace โอนเข้าบัญชี เพราะในแต่ละออร์เดอร์อาจมีส่วนลด คูปอง ค่าจัดส่ง หรือค่าธรรมเนียมขายของออนไลน์ต่าง ๆ หักออกก่อนที่ผู้ขายจะได้รับเงิน
ตัวอย่างเช่น
รายงานจาก Shopee อาจแยก ยอดขายสินค้า ส่วนลดหรือโค้ดของผู้ขาย และค่าจัดส่งที่ผู้ซื้อชำระ ออกจาก ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของผู้ขาย ดังนั้น หากขายผ่าน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop ควรเก็บรายงานยอดขายและรายการค่าใช้จ่ายของแต่ละช่องทางไว้ประกอบกัน เพื่อให้เห็นทั้งยอดขายที่เกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน
สำหรับการคำนวณภาษี ไม่ควรนำยอดเงินที่ได้รับโอนหลังหักค่าธรรมเนียมมาใช้เป็นตัวแทนของยอดขายทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่ควรแยก รายได้จากการขาย และ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขาย ออกจากกัน แล้วนำไปคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลแต่ละกรณี
ขายของออนไลน์หักค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง?
ค่าใช้จ่ายเป็นอีกส่วนสำคัญที่มีผลต่อการคำนวณภาษีของคนขายออนไลน์ เพราะผู้มีเงินได้สามารถหักค่าใช้จ่ายตามวิธีและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สำหรับรายได้จากการขายสินค้า อาจมีทั้งการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาและการหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรในกรณีที่เข้าเงื่อนไขและมีหลักฐานประกอบ โดยกรมสรรพากรมีตัวอย่างแนวทางสำหรับผู้มีเงินได้จากการขายของไว้โดยเฉพาะ
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายของพ่อค้าแม่ขายออนไลน์
ค่าใช้จ่ายที่มักเกิดขึ้นกับธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ เช่น
- ต้นทุนสินค้า
- ค่ากล่องและวัสดุบรรจุภัณฑ์
- ค่าขนส่งสินค้า
- ค่าธรรมเนียม Marketplace
- ค่าโฆษณาออนไลน์
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างจะนำมาหักภาษีได้โดยอัตโนมัติ ผู้ขายควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ของค่าใช้จ่ายแต่ละประเภท และเก็บเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ให้ครบถ้วน
หักค่าใช้จ่ายแบบเหมากับตามจริงต่างกันอย่างไร?
การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจะใช้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับประเภทเงินได้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนการหักค่าใช้จ่ายตามจริงต้องมีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้
ดังนั้น ก่อนเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย ควรดูว่าธุรกิจของตัวเองเข้าเงื่อนไขแบบใด และมีเอกสารประกอบเพียงพอหรือไม่
ขายของออนไลน์ต้องยื่นภาษีเมื่อไร?
อีกเรื่องที่คนขายออนไลน์มักสับสนคือ ต้องยื่นภาษีปีละครั้งหรือไม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วขึ้นอยู่กับรูปแบบการประกอบธุรกิจและประเภทภาษีที่เกี่ยวข้อง
- บุคคลธรรมดา ที่มีเงินได้จากการขายสินค้า ซึ่งเข้าข่ายเงินได้ตามมาตรา 40(8) อาจมีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้ 2 ช่วง คือ ภาษีเงินได้ครึ่งปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.94 และภาษีเงินได้สิ้นปีด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- นิติบุคคล จะมีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยทั่วไปยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี และ ภ.ง.ด.50 สำหรับสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ขณะที่ผู้ประกอบการที่ จดทะเบียน VAT ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล จะมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือนด้วยแบบ ภ.พ.30 แยกจากการยื่นภาษีเงินได้ ดังนั้น คนขายออนไลน์จึงควรพิจารณาหน้าที่ทางภาษีตามทั้งรูปแบบธุรกิจและสถานะการจด VAT ของตัวเอง
ขายของออนไลน์ต้องจด VAT ไหม?
ไม่ใช่ทุกคนที่ขายของออนไลน์จะต้องจด VAT แต่ต้องพิจารณารายรับและประเภทกิจการตามหลักเกณฑ์
โดยทั่วไป ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เป็นกลุ่มที่ไม่ต้องจดทะเบียน VAT ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีจะมีหน้าที่จดทะเบียนตามเงื่อนไขที่กำหนด เมื่อรายรับเกินเกณฑ์ ผู้ประกอบการต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท
เมื่อจด VAT แล้วต้องทำอะไรบ้าง?
เมื่อจดทะเบียน VAT แล้ว ผู้ประกอบการจะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม เช่น
- ออกใบกำกับภาษีตามหลักเกณฑ์
- จัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย
- ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
- เก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ VAT
ดังนั้น หากร้านออนไลน์เริ่มมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควรติดตามรายรับของธุรกิจไว้เป็นประจำ เพื่อให้รู้ว่าเมื่อไรธุรกิจเข้าใกล้หรือถึงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ VAT
ขายของออนไลน์หลายช่องทาง ต้องรวมรายได้ไหม?
หากขายสินค้าหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, TikTok Shop, Facebook, Instagram หรือเว็บไซต์ของตัวเอง ควรจัดเก็บข้อมูลรายได้จากทุกช่องทางให้ครบ
ตัวอย่างเช่น ร้านหนึ่งขายสินค้าได้จาก Marketplace
- Shopee 300,000 บาท
- Lazada 200,000 บาท
- TikTok Shop 150,000 บาท
- Facebook 100,000 บาท
การทำบัญชีไม่ควรดูเฉพาะเงินที่โอนเข้าบัญชีจากแต่ละแพลตฟอร์ม แต่ควรเก็บข้อมูล ยอดขาย ค่าธรรมเนียม และจำนวนเงินที่ได้รับจริง แยกกัน เพราะแพลตฟอร์มอาจมีการหักค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้บริการก่อนโอนเงินให้ผู้ขาย
การจัดข้อมูลแยกตามช่องทางตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ตรวจสอบยอดขายรวมและค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้ง่ายขึ้น
ขายของออนไลน์ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้าง?
เมื่อถึงเวลาคำนวณภาษี สิ่งที่ช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายคือเอกสารประกอบรายการต่าง ๆ ดังนั้นคนขายออนไลน์ควรเก็บหลักฐานตั้งแต่วันที่เกิดรายการ ไม่ควรรอจนถึงช่วงยื่นภาษีแล้วค่อยรวบรวมย้อนหลัง
เอกสารที่ควรจัดเก็บ ดังนี้
- รายงานยอดขายจากแต่ละแพลตฟอร์ม
- หลักฐานการรับเงิน
- Statement บัญชีธนาคาร
- เอกสารต้นทุนสินค้า
- ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีจากค่าใช้จ่าย
- หลักฐานค่าขนส่ง
- รายการค่าธรรมเนียม Marketplace
- หลักฐานค่าโฆษณา
- เอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ
โดยเฉพาะร้านที่มีรายการขายจำนวนมาก การเก็บข้อมูลเป็นระบบจะช่วยลดปัญหา ยอดขายไม่ตรง เอกสารหาย หรือจำไม่ได้ว่ารายการไหนเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจ
ขายของออนไลน์ควรจัดการรายรับรายจ่ายอย่างไร?
เมื่อร้านค้าเริ่มขายหลายช่องทาง จำนวนรายการทางการเงินก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หากยังจดรายรับรายจ่ายแบบกระจัดกระจายอยู่ อาจทำให้การสรุปยอดขาย ต้นทุน และค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนทำได้ยาก ฉะนั้นวิธีที่ช่วยให้จัดการง่ายขึ้น คือเริ่มจัดระบบข้อมูลทางการเงินตั้งแต่ต้น มีดังนี้
1. แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัว
หากเป็นไปได้ ควรแยกบัญชีที่ใช้รับเงินจากการขายสินค้าออกจากบัญชีส่วนตัว เพื่อให้ตรวจสอบรายได้และค่าใช้จ่ายของร้านได้ง่ายขึ้น
2. บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ควรรอจนถึงช่วงยื่นภาษีแล้วค่อยรวบรวมข้อมูล เพราะเมื่อมีรายการจำนวนมากอาจทำให้ข้อมูลตกหล่นและต้องใช้เวลาตรวจสอบย้อนหลัง
การบันทึกเป็นประจำช่วยให้เห็นภาพว่าในแต่ละเดือน
ขายได้เท่าไร → มีต้นทุนเท่าไร → มีค่าใช้จ่ายเท่าไร → เหลือเป็นเงินเท่าไร
3. จัดเก็บเอกสารไว้กับรายการ
นอกจากบันทึกจำนวนเงินแล้ว ควรเก็บเอกสารหรือหลักฐานประกอบรายการไว้ด้วย เพื่อให้ย้อนกลับมาตรวจสอบได้ว่าเงินที่รับหรือจ่ายเป็นรายการอะไร
สำหรับคนขายออนไลน์ที่มีหลายช่องทาง การจัดการข้อมูลรายรับรายจ่ายให้เป็นระบบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดงานตอนสรุปข้อมูลเพื่อทำบัญชีและเตรียมยื่นภาษีได้มากขึ้น
จัดการรายรับรายจ่ายจากการขายออนไลน์ให้เป็นระบบด้วย FlowAccount
เมื่อขายออนไลน์หลายช่องทางไม่ว่าจะเป็น Tiktok Shop, Shopee, Lazada ,Facebook หรือเว็บไซต์ของตัวเอง การติดตามรายได้และค่าใช้จ่ายจากแต่ละช่องทางอาจทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีรายการขายจำนวนมาก FlowAccount ช่วยรวบรวมข้อมูลการขายและจัดการรายรับรายจ่ายไว้ในระบบเดียว เชื่อมต่อออร์เดอร์จาก Shopee, Lazada และ TikTok Shop เพื่อช่วยออกบิลและตัดสต็อก พร้อมรองรับการออกใบกำกับภาษีทั้งแบบเต็มรูปและแบบย่อ รวมถึงจัดเก็บเอกสารและดูรายงานทางการเงินได้เป็นระบบ ทำให้มีข้อมูลรายรับรายจ่ายที่พร้อมนำไปใช้ประกอบการจัดการภาษี และลดการคีย์ข้อมูลซ้ำจากการขายหลายช่องทาง
คนขายออนไลน์มีหน้าที่เสียภาษีเช่นเดียวกับการขายสินค้าทั่วไป โดยภาษีเงินได้จะพิจารณาจากรายได้และรูปแบบการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะขายในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ส่วน VAT จะเกี่ยวข้องเมื่อมีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ดังนั้น การขายออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าทุกรายจะต้องเสียภาษีในจำนวนเดียวกัน แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ รายได้ และเงื่อนไขทางภาษีที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม
1. ขายของออนไลน์รายได้เท่าไรต้องเสียภาษี?
ตอบ: การพิจารณาภาษีไม่ได้ดูจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาประเภทเงินได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย จึงควรคำนวณจากข้อมูลรายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละคน
2. ขายของออนไลน์ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT ไหม?
ตอบ: โดยทั่วไป ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีไม่ต้องจดทะเบียน VAT แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่ากิจการเข้าข่ายได้รับยกเว้นหรือมีเงื่อนไขอื่นตามกฎหมายหรือไม่
3. ขายของออนไลน์เป็นอาชีพเสริมต้องเสียภาษีไหม?
ตอบ: หากมีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ รายได้นั้นต้องนำมาพิจารณาหน้าที่ทางภาษี แม้จะเป็นรายได้จากอาชีพเสริมและมีเงินเดือนจากงานประจำอยู่แล้วก็ตาม โดยต้องพิจารณารายได้จากแต่ละแหล่งตามประเภทเงินได้และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
4. ขายของออนไลน์หลายแพลตฟอร์มต้องรวมรายได้ไหม?
ตอบ: ควรเก็บข้อมูลรายได้จากทุกช่องทางให้ครบ เพื่อใช้ตรวจสอบและนำไปคำนวณภาษีตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่ขายสินค้าผ่านหลาย Marketplace และ Social Media พร้อมกัน
5. ขายของออนไลน์ต้องยื่น ภ.ง.ด. อะไร?
ตอบ: สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้จากการขายสินค้าและเข้าเงื่อนไขการยื่นแบบ โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับ ภ.ง.ด.94 สำหรับเงินได้ครึ่งปี และ ภ.ง.ด.90 สำหรับเงินได้ตลอดทั้งปี
6. ขายของออนไลน์ไม่มีหน้าร้านต้องเสียภาษีไหม?
ตอบ: การไม่มีหน้าร้านไม่ได้ทำให้รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์พ้นจากหน้าที่ทางภาษี หากมีรายได้จากการขายสินค้า ก็ต้องนำมาพิจารณาตามหลักเกณฑ์ภาษีเช่นเดียวกับการขายสินค้าผ่านช่องทางทั่วไป
About Author

Content Producer ตัวมัมของ FlowAccount เป็นเด็กฟิล์มที่ทำบัญชีได้นิดหน่อย จากความรู้ที่ศึกษาในทุกแพลตฟอร์มของ FlowAccount ฉะนั้น ถ้าเดียร์ทำบัญชีได้ คุณเองก็ทำได้ค่ะ