สัญญาจ้างงาน คืออะไร? ต้องระบุข้อมูลสำคัญอะไรลงไปบ้าง

สัญญาจ้างงาน คือ

ในการดำเนินธุรกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง คือรากฐานสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโต อย่างไรก็ตาม ปัญหาข้อพิพาทแรงงานมักเกิดขึ้นจากความไม่ชัดเจนของข้อตกลงเบื้องต้น จึงได้เกิดสัญญาจ้างงาน ที่เปรียบเสมือนเกราะคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย โดยนายจ้างต้องจัดทำให้ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรม

บทความนี้ทาง FlowAccount จะนำพาทุกท่าน ทำความรู้จักเกี่ยวกับสัญญาจ้าง ทั้งความหมาย ประเภท ข้อมูลที่สำคัญ รวมถึงข้อควรระวังต่าง ๆ เกี่ยวกับสัญญาการจ้างงาน ที่นายจ้างต้องรับทราบและปฏิบัติตามเพื่อความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายกับทั้งสองฝ่าย


เลือกอ่านได้เลย!

สัญญาจ้างงาน คืออะไร?

ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน สัญญาจ้างงาน คือ สัญญาไม่ว่าจะเป็นหนังสือ (ลายลักษณ์อักษร) หรือด้วยวาจา (ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร) ทั้งที่ระบุเป็นอันชัดเจนหรือเป็นที่เข้าใจไปโดยปริยาย ซึ่งบุคคลหนึ่งที่เรียกว่า ลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งที่เรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้

 

องค์ประกอบสำคัญที่ประกอบเป็นสัญญาจ้าง ได้แก่

  1. ลูกจ้าง → มีการตกลงทำงานภายใต้การบังคับบัญชาหรือการควบคุมของนายจ้าง
  2. นายจ้าง → มีการตกลงจ่ายค่าจ้าง เพื่อตอบแทนการทำงานของลูกจ้างตลอดระยะเวลาที่จ้าง
  3. ความสมบูรณ์ของสัญญาจ้าง → กฎหมายรับรองการมีผลทันทีที่มีการตกลงกัน แม้จะไม่ได้เซ็นเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม

สัญญาจ้างงาน มีกี่ประเภท อะไรบ้าง ?

สิ่งที่นายจ้างจะต้องใส่ใจสำหรับการที่จะเลือกจ้างลูกจ้างสักคน คือการเลือกประเภทสัญญาให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารต้นทุนและสิทธิประโยชน์ที่ถูกต้อง ดังนี้


สัญญาจ้างงานแบบ Full-time

สัญญาจ้างงานแบบ Full-time คือสัญญาการจ้างงานปกติที่มีกำหนดเวลาทำงานแน่นอน ตาม มาตรา 23 นายจ้างต้องประกาศเวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือรวมแล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

(สำหรับงานอันตราย กำหนดอยู่ที่ ไม่เกิน 7 ชม.ต่อวัน และ 42 ชม.ต่อสัปดาห์) ซึ่งพนักงานที่ได้รับสัญญา Full-time จะได้รับสวัสดิการพนักงานทุกอย่างที่บริษัทมี เช่น วันลาพักร้อน เงินโบนัส ฯลฯ รวมถึงเงินชดเชยเลิกจ้างตามที่กฏหมายกำหนดอีกด้วย


สัญญาจ้างงานแบบ Part-time

สัญญาจ้างงานแบบ Part-time คือสัญญาจ้างงานที่เน้นความยืดหยุ่น โดยคำนวณค่าจ้างตามชั่วโมงที่ปฏิบัติงานจริง อ้างอิงพื้นฐานการจ่ายตาม มาตรา 68 เพื่อใช้ในการคำนวณค่าตอบแทนต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ โดยสามารถศึกษาค่าจ้างขั้นต่ำ ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ได้ที่ลิงก์นี้ 

 

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วพนักงานที่ได้รับเอกสารสัญญาจ้างงานแบบ Part-time จะไม่ได้รับสวัสดิการพนักงานเหมือนกับพนักงานในสัญญา Full-time  


สัญญาจ้างงานแบบ Contract 

สัญญาจ้างงานแบบ Contract คือสัญญาการจ้างงานงานที่เป็นครั้งคราว ตาม มาตรา 118 วรรคสาม สัญญาประเภทนี้ (Fixed-term) มักใช้กับงานโครงการหรืองานที่ต้องการพนักงานทำงานตั้งแต่ 1 เดือน - 2 ปี หรือทำงานตามฤดูกาลต่าง ๆ ซึ่งพอสิ้นสุดสัญญาบริษัทก็สามารถเลือกได้ว่าจะต่อสัญญากับพนักงานหรือไม่ 

 

โดยข้อควรระวังของ ใบสัญญาจ้างงานแบบ Contract คือในสัญญาจะต้องระบุวันเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ชัดเจน และต้องแล้วเสร็จภายในระยะเวลา ไม่เกิน 2 ปี หากโครงการลากยาวเกินกว่านี้ หรือไม่ใช่ลักษณะงานตามที่กฎหมายกำหนด นายจ้างอาจสูญเสียสิทธิยกเว้นการจ่ายค่าชดเชยเมื่อสิ้นสุดสัญญา


สัญญาจ้างงานแบบ Casual

สัญญาจ้างงานแบบ Casual คือสัญญาจ้างงานเป็นรายครั้งที่ไม่สม่ำเสมอ เช่นการจ้างพนักงานเพื่อมาดูแลแค่งานอีเวนต์ 1-2 วัน หรือพนักงานที่จ้างมาเพื่อทำโปรเจ็กต์ระยะสั้น (รายวัน/รายชั่วโมง) ซึ่งจะเป็นสัญญาจ้างในรูปแบบที่ไม่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ แต่แม้สัญญาจ้างงานรูปแบบนี้ จะมีลักษณะงานที่ไม่แน่นอน แต่ลูกจ้างกลุ่มนี้ยังคงพึงได้รับสิทธิคุ้มครองขั้นพื้นฐานตามกฎหมายเฉกเช่นลูกจ้างประเภทอื่น ตามข้อตกลงที่ระบุในเอกสารสัญญาจ้างงาน


สัญญาจ้างงาน มีกี่ประเภท


นายจ้าง ต้องระบุข้อมูลสำคัญอะไรในเอกสารสัญญาจ้างงานบ้าง ?

จากมาตรา 108 และมาตรา 113 นายจ้างควรระบุรายละเอียดต่อไปนี้ในการเอกสารการจ้างให้ครบถ้วนเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

 

  • ข้อมูลส่วนบุคคล → ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, สัญชาติ และวันที่เริ่มจ้างงาน
  • ตำแหน่งและหน้าที่ความรับผิดชอบ → ระบุขอบเขตงานให้ชัดเจนเพื่อป้องกันปัญหาทำงานนอกเหนือหน้าที่
  • เวลาทำงานและเวลาพัก → ต้องระบุเวลาเริ่ม-เลิกงาน และเวลาพัก (ไม่น้อยกว่า 1 ชม. หลังทำงานมา 5 ชม. ตาม มาตรา 27) 
    • หากมีการทำงานล่วงเวลา (OT) ต่อจากเวลาปกติเกิน 2 ชั่วโมง นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างพักไม่น้อยกว่า 20 นาทีก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา ตามมาตรา 27 วรรคสี่ ซึ่งเป็นจุดที่หลายบริษัทมักละเลยจนนำไปสู่ความผิดทางกฎหมาย
    • การทำงานนอกสถานที่/ที่บ้าน (Work From Home) สามารถตกลงกันเป็นหนังสือหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ และลูกจ้างมีสิทธิที่จะปฏิเสธการติดต่อสื่อสาร (Right to Disconnect) หลังสิ้นสุดเวลาทำงานปกติ

  • วันหยุดและหลักเกณฑ์การหยุด → วันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อย 1 วัน/สัปดาห์, วันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่า 13 วันต่อปี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี หรือที่เราเรียกว่า ลาพักร้อน ไม่น้อยกว่า 6 วัน เมื่อทำงานครบ 1 ปี ลากิจ ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อปี รวมถึงวันลาประเภทอื่นๆ ตามสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด

  • ค่าจ้างและอัตราค่าตอบแทน → ระบุอัตราค่าจ้าง, วิธีการคำนวณ, กำหนดวันและสถานที่จ่ายค่าจ้างให้ชัดเจน
    • ตัวอย่าง การทำงานล่วงเวลา (OT) และค่าทำงานในวันหยุด
      • OT ในวันทำงานปกติ จ่ายที่อัตรา 1.5 เท่า
      • ทำงานในวันหยุด (เวลาปกติ) ลูกจ้างรายเดือนได้รับเพิ่ม 1 เท่า / ลูกจ้างรายวันได้รับ 2 เท่า
      • OT ในวันหยุด (นอกเวลาปกติ) จ่ายที่อัตรา 3 เท่า
    • ต้องมีการอัปเดตวันลาและสิทธิการลาตามกฎหมายลาคลอดแบบใหม่
      • ลาคลอด (Maternity Leave): เริ่มบังคับใช้ 7 ธันวาคม 2568 ลูกจ้างหญิงลาได้รวม 120 วัน (รวมวันหยุด) โดยนายจ้างจ่ายค่าจ้างสูงสุด 60 วัน
      • ลาดูแลภรรยา/บุตร (Paternity Leave): ลาได้ 15 วัน โดยได้รับค่าจ้าง 100% ต้องใช้ภายใน 90 วันหลังคลอด และ ไม่นับรวมวันหยุด (เป็นสิทธิลาในวันทำงานปกติ)
      • ลากรณีลูกป่วย/พิการ: หากมีใบรับรองแพทย์ ลาเพิ่มได้ไม่เกิน 15 วัน (รวมวันหยุด) โดยได้รับค่าจ้าง 50% ของอัตราปกติ

  • สวัสดิการต่าง ๆ ที่บริษัทมีให้กับลูกจ้าง → โดยบังคับต้องมีน้ำดื่มสะอาด ห้องส้วมถูกสุขลักษณะ (แยกชาย-หญิงและคนพิการ) และเวชภัณฑ์ปฐมพยาบาล สามารถใส่สวัสดิการอื่นๆ ที่บริษัทจัดให้กับลูกจ้างได้เพิ่มเติมตามที่ต้องการ

  • วินัย โทษทางวินัย และการร้องทุกข์ → ต้องกำหนดขั้นตอนการลงโทษและช่องทางรับฟังปัญหาที่ชัดเจน

  • การสิ้นสุดสัญญาและค่าชดเชย → ระบุเงื่อนไขการเลิกจ้างและอัตราค่าชดเชยตาม มาตรา 118 ดังนี้

 

อายุงาน อัตราค่าชดเชย (ค่าจ้างอัตราสุดท้าย)
ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี 30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี 90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี 180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี 240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี 300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป 400 วัน

 

  • การเกษียณอายุ → ถือเป็นการเลิกจ้างและมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากไม่กำหนดอายุไว้ ให้ถือว่าเกษียณที่ 60 ปี
  • ข้อยกเว้นไม่จ่ายค่าชดเชย (ม.119) เช่น ทุจริต, จงใจทำให้เสียหาย, ประมาทเลินเล่อร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ติดต่อกัน 3 วันทำงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร
  • กรณีพิเศษเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน
    • งานที่รับไปทำที่บ้าน นายจ้างต้องจัดทำคู่มือความปลอดภัย และห้ามส่งมอบสารก่อมะเร็ง (เช่น แร่ใยหิน, เบนซีน) ให้ลูกจ้างทำงานที่บ้าน
    • การจ้างแรงงานเด็ก ห้ามจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปีทำงานในที่อันตราย (เช่น โรงฆ่าสัตว์, สถานพนัน) หรือทำงานระหว่าง 22.00 - 06.00 น.

สรุปทั้งหมด

สัญญาจ้างงานที่รัดกุมคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน การมีเอกสารที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยลดข้อพิพาท แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ความมืออาชีพให้กับองค์กร โดยในปัจจุบันนายจ้างสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการจัดการข้อมูลพนักงานให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

 

อย่างโปรแกรมเงินเดือน FlowAccount Payroll มาเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจของคุณได้ทันที โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ปี 2569 ที่มีการปรับฐานเงินเดือนประกันสังคมเพดานใหม่ สูงสุดเป็น 17,500 บาท ระบบจะช่วยคำนวณและปรับเปลี่ยนฐานข้อมูลโดยอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือ อีกทั้งยังอัปเดตสิทธิการลาตามกฎหมายแบบใหม่ ทำให้มั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการค่าจ้างจะเป็นไปตามกฎหมายแรงงานฉบับล่าสุดอยู่เสมอ


โปรแกรมเงินเดือน FlowAccount Payroll


คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน

ท้ายสุดนี้ ทาง FlowAccount ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน ให้ทุกท่านได้เข้าใจมากขึ้นดังนี้


นายจ้างต้องการจ้างงานโดยที่ไม่มีสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทำได้ไหม ? 

ตอบ : สามารถทำได้ กฎหมายไม่ได้บังคับให้นายจ้างต้องทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร การตกลงด้วยวาจาที่มีการทำงานให้และมีการจ่ายค่าตอบแทน ถือเป็น "สัญญาจ้างแรงงาน" โดยสมบูรณ์แล้ว แต่เพื่อความชัดเจนและป้องกันปัญหาในอนาคต การทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรย่อมดีกว่าเสมอ


การบอกเลิกสัญญาจ้างงานมีเงื่อนไขอย่างไร?

ตอบ : การบอกเลิกสัญญาจ้างสามารถทำได้ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง โดยต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างบอกเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงาน เว้นแต่ลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรง ส่วนลูกจ้างบอกเลิกสัญญาต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง หรือ 30 วัน เพื่อให้บริษัทเตรียมหาคนทำงานแทน


สัญญาจ้างงานต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่?

ตอบ : ไม่จำเป็นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป กฎหมายแรงงานยอมรับ "สัญญาจ้างด้วยวาจา" ตราบใดที่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างได้ เช่น มีหลักฐานการจ่ายเงินเดือน, การลงเวลาเข้าทำงาน, หรือคำสั่งงาน แต่การมีเอกสารสัญญาที่ชัดเจนจะช่วยยืนยันสิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายได้ดีกว่ามากเมื่อเกิดข้อพิพาท


สัญญาจ้างงานมีกำหนดระยะเวลา กับ ไม่มีกำหนดระยะเวลา ต่างกันอย่างไร?

ตอบ : สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา (Fixed-term Contract): ระบุวันเริ่มต้นและสิ้นสุดการจ้างงานไว้ชัดเจน มักใช้กับงานโครงการหรืองานชั่วคราว เมื่อสิ้นสุดสัญญาถือว่าเลิกจ้างอัตโนมัติ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย (หากทำถูกต้องตามเงื่อนไขกฎหมาย)

สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา (Permanent Contract): เป็นการจ้างงานทั่วไปที่ไม่ระบุวันสิ้นสุด การเลิกจ้างต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย


หากในสัญญาจ้างมีข้อความที่ขัดต่อกฎหมายแรงงาน สัญญานั้นมีผลบังคับใช้หรือไม่?

ตอบ : ข้อตกลงใดในสัญญาจ้างที่ขัดแย้งกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบเกินสมควร ถือว่าเป็น "โมฆะ" ไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายทันที นายจ้างไม่สามารถอ้างข้อสัญญานั้นเพื่อเอาเปรียบลูกจ้างได้ เช่น สัญญาที่ระบุว่าลูกจ้างสละสิทธิ์รับค่าล่วงเวลา หรือค่าชดเชย เป็นต้น

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย

บทความที่คุณน่าจะสนใจ