ถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท ลูกจ้างต้องทำอย่างไร?

เลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท

ในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจผันผวนและมีการแข่งขันสูง การเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท กลายเป็นเรื่องที่ลูกจ้างหลายคนต้องเผชิญโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งเรื่องสิทธิที่จะได้รับ ค่าชดเชย และขั้นตอนทางกฎหมายที่ควรรู้ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมตัวรับมือ การเข้าใจสิทธิของตนเองจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยปกป้องผลประโยชน์และวางแผนชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างมั่นใจ

บทความนี้ FlowAccount จะมาอธิบายทุกประเด็นเกี่ยวกับการเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท ตั้งแต่ความหมาย ความแตกต่างจากการเลิกจ้างทั่วไป สิทธิและค่าชดเชยที่ลูกจ้างจะได้รับ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงขั้นตอนการรับมือตามกฎหมาย เพื่อให้คุณนำไปใช้ปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ทั้งในฐานะลูกจ้างและในฐานะฝ่าย HR ที่ต้องดูแลการเลิกจ้างให้ถูกต้องตามกฎหมาย


เลือกอ่านได้เลย!

การเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท คืออะไร?

การเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท คือ การที่นายจ้างยุติสัญญาจ้างกับลูกจ้างอันเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรภายในบริษัท เช่น การยุบหน่วยงาน การควบรวมแผนก การลดขนาดองค์กร (Downsizing) การเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ หรือการนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรมาใช้ทดแทนแรงงานคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัท

 

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างด้วยเหตุผลทางธุรกิจหรือการปรับโครงสร้างองค์กรได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง การบอกกล่าวล่วงหน้า และต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติหรือเลิกจ้างไม่เป็นธรรม การเลิกจ้างปรับโครงสร้างจึงจัดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่ได้เกิดจากความผิดของลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินชดเชยและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน


เลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท ต่างจากการเลิกจ้างแบบปกติอย่างไร ?

ความแตกต่างหลักระหว่างการเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัทกับการเลิกจ้างแบบปกติ อยู่ที่สาเหตุของการเลิกจ้าง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์และค่าชดเชยที่ลูกจ้างจะได้รับ ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้


ประเด็นเปรียบเทียบ เลิกจ้างปรับโครงสร้าง เลิกจ้างแบบปกติ (แบบมีความผิด)
สาเหตุ ความจำเป็นทางธุรกิจ ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง ลูกจ้างทำผิดวินัย เช่น ทุจริต ขาดงานเกิน 3 วันโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ค่าชดเชยตามกฎหมาย ได้รับเต็มจำนวนตามอายุงาน อาจไม่ได้รับ หากเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรงตาม ม.119
ค่าตกใจ (สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) ได้รับ หากนายจ้างไม่บอกกล่าวล่วงหน้า (สูงสุด 60 วัน) ไม่ได้รับ กรณีเลิกจ้างเพราะความผิดร้ายแรง
สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงาน ได้รับ 60% ของค่าจ้าง สูงสุด 180 วัน ได้รับเฉพาะกรณีไม่ได้กระทำผิดร้ายแรง
โอกาสฟ้องร้องนายจ้าง ฟ้องได้หากไม่ได้รับสิทธิครบหรือเลือกปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับลักษณะการเลิกจ้างและความเป็นธรรมในการพิสูจน์
ภาระการพิสูจน์ นายจ้างต้องพิสูจน์ความจำเป็นทางธุรกิจ นายจ้างต้องพิสูจน์ความผิดของลูกจ้าง

จากตารางจะเห็นได้ว่า การถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท ลูกจ้างจะได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์มากกว่าการเลิกจ้างกรณีอื่น เพราะการเลิกจ้างประเภทนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดของลูกจ้าง ดังนั้นการเข้าใจความแตกต่างนี้จึงสำคัญมากในการรักษาสิทธิของตนเอง


ถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท ลูกจ้างได้สิทธิอะไรบ้าง ?

เมื่อลูกจ้างถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท ตามกฎหมายแรงงานไทย ลูกจ้างจะได้รับสิทธิและเงินชดเชยหลายรายการ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางการเงินและช่วยให้สามารถเตรียมตัวสำหรับเส้นทางอาชีพใหม่ได้อย่างเหมาะสม โดยสิทธิลูกจ้างถูกเลิกจ้างที่สำคัญมีดังนี้


ค่าชดเชยเลิกจ้าง (ตามอายุงาน) 

ค่าชดเชยเลิกจ้าง คือ เงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด ตามมาตรา 118 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยคำนวณตามอายุงานของลูกจ้าง ดังตารางต่อไปนี้


อายุงาน อัตราค่าชดเชย (ค่าจ้างอัตราสุดท้าย)
ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี 30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี 90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี 180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี 240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี 300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป 400 วัน

ทั้งนี้ค่าจ้างอัตราสุดท้าย หมายถึง เงินเดือนพื้นฐานบวกค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่จ่ายเป็นประจำทุกเดือน เช่น ค่าตำแหน่ง ค่าครองชีพ แต่ไม่รวมโบนัส โอที หรือคอมมิชชั่นที่จ่ายเป็นครั้งคราว สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำนวณ คุณสามารถอ่านได้ในบทความ เงินชดเชยเลิกจ้าง ที่ FlowAccount ได้สรุปไว้แล้ว


สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ)

ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าค่าตกใจ คือ เงินที่นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่เลิกจ้างโดยไม่ได้แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าตามที่กฎหมายกำหนด อ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 17/1


กรณีเป็นการเลิกจ้างนี้ที่เข้าข่ายมาตรา 121 เช่น ปรับปรุงหน่วยงาน หรือนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงาน นายจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน หากไม่แจ้งหรือแจ้งล่าช้ากว่ากำหนด ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก 60 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพิ่มเติม


ค่าจ้างวันหยุดพักผ่อนสะสม (ม.67) 

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 67 ระบุว่า เมื่อมีการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างยังไม่ได้ใช้ในปีที่เลิกจ้าง รวมถึงวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมจากปีก่อนๆ ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับ


ตัวอย่าง หากคุณมีสิทธิวันลาพักร้อน 10 วันต่อปี ใช้ไปแล้ว 3 วัน และมีวันลาสะสมจากปีก่อนอีก 5 วัน เมื่อถูกเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันลาที่เหลือทั้งหมด 12 วัน (7 วันของปีปัจจุบัน + 5 วันสะสม) เทียบเท่ากับค่าจ้างรายวันคูณจำนวนวันที่เหลือ ดังนั้น ก่อนรับเงินค่าชดเชย คุณควรตรวจสอบจำนวนวันลาคงเหลือกับฝ่าย HR ให้แน่ใจ ว่าได้รับการคิดคำนวณอย่างถูกต้องและครบถ้วน


ค่าชดเชยพิเศษกรณีปรับปรุงหน่วยงาน (ม.121-122)

มาตรา 121 และ 122 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เป็นบทบัญญัติเฉพาะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลิกจ้างปรับโครงสร้าง ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างเพราะมีการปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง


สิทธิที่ลูกจ้างจะได้รับเพิ่มเติม

  • ลูกจ้างที่มีอายุงานครบ 6 ปีขึ้นไป จะได้รับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มจากค่าชดเชยปกติ ในอัตรา 15 วันต่อ 1 ปีอายุงาน ของค่าจ้างอัตราสุดท้าย แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 360 วัน
  • นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างให้พนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
  • หากไม่แจ้งล่วงหน้า ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มอีก 60 วันของค่าจ้าง

เงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม

ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันสังคมมาตรา 33 จะได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม โดยต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน


กรณีถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท

  • ได้รับเงินทดแทนในอัตรา 60% ของค่าจ้างที่ใช้คำนวณ (สูงสุดไม่เกิน 17,500 บาทต่อเดือน ตามเพดานใหม่ปี 2569 ดังนั้นสูงสุดที่จะได้คือ 10,500 บาทต่อเดือน)
  • ระยะเวลาไม่เกิน 180 วันต่อปี รวมสูงสุดไม่เกิน 63,000 บาทต่อการว่างงาน 1 ครั้ง

หมายเหตุ อัตรา 60% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2568 (จากเดิม 50%) และเพดานค่าจ้าง 17,500 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ตามประกาศของสำนักงานประกันสังคม

ลูกจ้างต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางาน หรือลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมการจัดหางาน e-Service ภายใน 30 วันนับจากวันที่ออกจากงาน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ และต้องไปรายงานตัวเดือนละ 1 ครั้งตามที่นัดหมาย


ถูกเลิกจ้าง ได้สิทธิอะไรบ้าง


เมื่อถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัท ต้องคำนวณการจ่ายและภาษีอย่างไร ? 

เนื่องจากเงินที่ได้รับเมื่อถูกเลิกจ้างมีหลายประเภท และแต่ละประเภทมีวิธีคำนวณที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน (ม.118) ส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้าย และไม่เกิน 600,000 บาท ได้รับยกเว้นภาษี (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 394 พ.ศ. 2567 มีผลกับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่ปีภาษี 2566 เป็นต้นไป) ส่วนที่เกินจากนี้ต้องนำมาคำนวณภาษี
  • ค่าตกใจ ค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างวันลาพักร้อนสะสม นำมารวมเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ที่ต้องเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้าของปีนั้น
  • ค่าชดเชยส่วนที่เกินวงเงินยกเว้น และเงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินบำเหน็จ หรือเงินก้อนพิเศษกรณีออกจากงาน หากทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถเลือกแยกคำนวณภาษีต่างหากในใบแนบ ภ.ง.ด.90/91 ซึ่งช่วยลดภาระภาษีได้มาก เพราะใช้ค่าใช้จ่ายเหมาในการคำนวณ

ตัวอย่างที่ 1: เงินเดือน 100,000 บาท อายุงาน 15 ปี ถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัทที่เข้าข่ายมาตรา 121 (สมมตินายจ้างไม่ได้แจ้งล่วงหน้า 60 วัน และมีวันลาพักร้อนสะสม 8 วัน)

ค่าจ้างรายวัน = 100,000 ÷ 30 = 3,333.33 บาท/วัน


ขั้นที่ 1 คำนวณเงินที่จะได้รับทั้งหมด

รายการ จำนวน คำนวณ ยอดเงิน (บาท)
ค่าชดเชยตามอายุงาน (ม.118) 300 วัน (10 เดือน) 100,000 × 10 1,000,000
ค่าชดเชยพิเศษตามอายุงาน (ม.122) 225 วัน (15 ปี × 15 วัน) 3,333.33 × 225 749,999.25
ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ม.121) 60 วัน 3,333.33 × 60 199,999.80
ค่าจ้างวันลาสะสม (ม.67) 8 วัน 3,333.33 × 8 26,666.64
รวมเงินที่จะได้รับทั้งสิ้น 1,976,665.69

ม.122 กำหนดให้ลูกจ้างที่อายุงานครบ 6 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชยพิเศษเพิ่มในอัตรา 15 วันต่อ 1 ปีอายุงาน ของค่าจ้างอัตราสุดท้าย รวมแล้วไม่เกิน 360 วัน เคสนี้อายุงาน 15 ปี = 225 วัน ยังไม่ถึงเพดาน


ขั้นที่ 2 คำนวณภาษีจากค่าชดเชยที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี

ค่าชดเชยที่เข้าข่ายยกเว้นภาษี ได้แก่ ค่าชดเชยตาม ม.118 และค่าชดเชยพิเศษตามอายุงาน ม.122 รวม = 1,000,000 + 749,999.25 = 1,749,999.25 บาท

  • วงเงินยกเว้นภาษี: จำนวนที่น้อยกว่าระหว่างค่าจ้าง 400 วันสุดท้าย (3,333.33 × 400 = 1,333,332 บาท) กับเพดานสูงสุด 600,000 บาท ดังนั้น ยกเว้นภาษี = 600,000 บาท
  • ค่าชดเชยส่วนที่ต้องเสียภาษี: 1,749,999.25 - 600,000 = 1,149,999.25 บาท
  • แยกคำนวณภาษีในใบแนบ ภ.ง.ด.91 (อายุงาน 15 ปี > 5 ปี เลือกใช้สิทธิได้)
    • หักค่าใช้จ่ายส่วนแรก: 7,000 × 15 ปี = 105,000 บาท
    • คงเหลือ: 1,149,999.25 - 105,000 = 1,044,999.25 บาท
    • หักค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง 50%: 1,044,999.25 × 50% = 522,499.63 บาท
    • เงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษี: 522,499.63 บาท

คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ม.48(5) เริ่มที่ 5% ตั้งแต่บาทแรก ไม่มีช่วงยกเว้น 150,000 บาทแรก เนื่องจากผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนตัวและช่วงยกเว้นไปกับเงินได้ปกติของปีแล้ว

ช่วงเงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี ภาษีที่ต้องเสีย
1 - 300,000 (300,000 บาท) 5% 15,000
300,001 - 500,000 (200,000 บาท) 10% 20,000
500,001 - 522,499.63 (22,499.63 บาท) 15% 3,374.94
รวมภาษีจากค่าชดเชย 38,374.94 บาท

ขั้นที่ 3 ภาษีจากค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างวันลาสะสม

ส่วนของค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ม.121 (199,999.80 บาท) + ค่าจ้างวันลาสะสม (26,666.64 บาท) = 226,666.44 บาท ไม่อยู่ในข่ายได้รับยกเว้นภาษีเช่นเดียวกับค่าชดเชย ต้องนำไปรวมกับเงินได้ตามมาตรา 40(1) ของปีภาษีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าปกติ

เคสนี้ใช้สิทธิแยกคำนวณภาษีตามมาตรา 48(5) ได้ เพราะอายุงาน 15 ปี ซึ่งมากกว่า 5 ปีตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด หากอายุงานน้อยกว่า 5 ปี การคำนวณภาษีจะต่างออกไป (ดูตัวอย่างที่ 2 ด้านล่าง)


ตัวอย่างที่ 2: เงินเดือน 150,000 บาท อายุงาน 4 ปี ถูกเลิกจ้างเนื่องจากปรับโครงสร้างบริษัทที่เข้าข่ายมาตรา 121 (สมมตินายจ้างไม่ได้แจ้งล่วงหน้า 60 วัน)

ค่าจ้างรายวัน = 150,000 ÷ 30 = 5,000 บาท/วัน


รายการ คำนวณ ยอดเงิน (บาท)
ค่าชดเชยตามอายุงาน ม.118 (180 วัน) 5,000 × 180 900,000
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ม.121 (60 วัน) 5,000 × 60 300,000
รวมเงินที่จะได้รับทั้งสิ้น 1,200,000

ไม่มีค่าชดเชยพิเศษ ม.122 เพราะลูกจ้างต้องอายุงานครบ 6 ปีขึ้นไป จึงจะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษตามอายุงาน

คำนวณภาษี

  • วงเงินยกเว้นภาษีน้อยกว่าระหว่าง (5,000 × 400 = 2,000,000) และ 600,000 = ใช้ 600,000 บาท
  • ค่าชดเชย ม.118 ส่วนที่ต้องเสียภาษี: 900,000 - 600,000 = 300,000 บาท
  • ไม่สามารถใช้สิทธิแยกคำนวณภาษีตาม ม.48(5) ได้ เนื่องจากอายุงาน 4 ปี ซึ่งน้อยกว่า 5 ปีตามที่กฎหมายกำหนด
  • ส่วนเกิน 300,000 บาท ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้ปกติของปีตามมาตรา 40(1) และคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าทั่วไป
  • ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ม.121 ก็ต้องนำไปรวมกับเงินได้ปกติของปีภาษีนั้นเช่นกัน

ในเคสที่ 2 นี้ แม้ค่าชดเชย ม.118 ส่วนที่ต้องเสียภาษีจะน้อยกว่าเคสที่ 1 แต่ลูกจ้างกลับเสียภาษีหนักกว่า ในเชิงสัดส่วน เพราะไม่ได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่าย 7,000 × ปีอายุงาน + 50% และเมื่อนำไปรวมกับเงินเดือนของปี อาจถูกคำนวณเข้าช่วงภาษีอัตราสูงกว่าเดิม


ขั้นตอนที่ลูกจ้างควรทำเมื่อถูกเลิกจ้าง ต้องทำอะไรบ้าง ? 

เมื่อได้รับแจ้งเลิกจ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตั้งสติ และดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตนเองให้ครบถ้วน โดยมี 5 ขั้นตอนสำคัญที่คุณควรปฏิบัติดังนี้

  1. ขอเอกสารเลิกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร ขอหนังสือเลิกจ้างอย่างเป็นทางการจากนายจ้างที่ระบุสาเหตุของการเลิกจ้าง วันที่มีผล และเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยให้ชัดเจน เอกสารนี้สำคัญมากเพราะจะใช้ในการขอใช้สิทธิประกันสังคมและเป็นหลักฐานในการดำเนินการทางกฎหมายหากจำเป็น
  2. ตรวจสอบเงินและสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับให้ครบถ้วน คำนวณค่าชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน ค่าตกใจ ค่าจ้างวันลาสะสม ค่าชดเชยพิเศษ (หากเข้าเงื่อนไข) โบนัสค้างจ่าย และเงินอื่นๆ ที่บริษัทยังค้างจ่าย โดยเทียบกับสลิปเงินเดือนและสัญญาจ้าง หากตัวเลขไม่ถูกต้องให้ทักท้วงทันที
  3. อย่ารีบเซ็นเอกสารใดๆ ที่ไม่เข้าใจ ระวังการเซ็นใบลาออก หรือเอกสารยอมรับเงินชดเชย ที่จำนวนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ขอเวลาอ่านและทำความเข้าใจเอกสารให้ครบถ้วน หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานก่อนเซ็นทุกครั้ง
  4. ขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานกับประกันสังคม ภายใน 30 วันนับจากวันออกจากงาน ให้ไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่สำนักงานจัดหางานในเขตพื้นที่ที่อาศัย หรือลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน เพื่อรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม
  5. เก็บหลักฐานทุกอย่างไว้ให้ครบถ้วน สำเนาสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือนย้อนหลัง ใบรับรองการทำงาน หนังสือเลิกจ้าง อีเมล แชท หรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้าง รวมถึงเอกสารการรับเงินชดเชย เก็บไว้อย่างน้อย 10 ปี เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดข้อพิพาทในภายหลัง

ถูกเลิกจ้าง ร้องเรียนได้ที่ไหน


ถ้าคิดว่าถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต้องทำอย่างไร?

หากคุณถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หรือถูกเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้างบริษัทแต่ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย เช่น ได้ค่าชดเชยน้อยกว่ากำหนด ไม่ได้รับค่าตกใจจากการไม่บอกล่วงหน้า ถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกบังคับให้เซ็นใบลาออก คุณสามารถดำเนินการได้ดังนี้


ขั้นที่ 1 ร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงาน

รวบรวมหลักฐานและยื่นเรื่องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในจังหวัดที่ทำงาน หรือโทรสายด่วน 1506 กด 3 เจ้าหน้าที่จะช่วยไกล่เกลี่ย หากไม่สำเร็จ จะออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินตามกฎหมายภายใน 30 วัน


ขั้นที่ 2 ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน

หากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานได้ภายใน 10 ปีนับจากวันที่ถูกเลิกจ้าง โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และมีกระบวนการที่คุ้มครองลูกจ้างเป็นพิเศษ คุณฟ้องเองได้ หรือขอความช่วยเหลือจากทนายอาสาก็ได้ โดยตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 49 การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หมายถึง การเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือเป็นการเลือกปฏิบัติ หากศาลตัดสินว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อาจสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติมจากค่าชดเชย


สรุปทั้งหมด

การถูกเลิกจ้างจากการปรับโครงสร้างบริษัทเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในยุคเศรษฐกิจผันผวน แต่กฎหมายแรงงานไทยคุ้มครองลูกจ้างชัดเจน ทั้งค่าชดเชยตามอายุงาน 30-400 วัน ค่าตกใจ ค่าจ้างวันลาสะสม ค่าชดเชยพิเศษ และเงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม สิ่งสำคัญคือต้องรู้สิทธิของตัวเอง ตรวจสอบเงินให้ครบ อย่ารีบเซ็นเอกสาร และเก็บหลักฐานให้เป็นระบบ เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ที่ดีกว่าเดิม


โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ FlowAccount Payroll


สำหรับฝ่าย HR หรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องจัดการเรื่องเงินเดือน ค่าชดเชย และสวัสดิการพนักงานให้ถูกต้องและเป็นระบบ ทั้งในสถานการณ์ปกติและในช่วงปรับโครงสร้างองค์กร FlowAccount ขอแนะนำ โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ FlowAccount Payroll ที่ช่วยให้คุณทำจ่ายเงินเดือน ค่าชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเงินสมทบประกันสังคมได้อย่างถูกต้อง พร้อมออกสลิปเงินเดือน ภ.ง.ด.1/1ก ใบ 50 ทวิ และจัดเก็บประวัติพนักงานครบถ้วนในที่เดียว ช่วยลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือ และทำให้คุณมั่นใจได้ว่าการบริหารค่าจ้างและสวัสดิการจะเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายอยู่เสมอ


คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการเลิกจ้างเนื่องจากบริษัทปรับโครงสร้าง


ภาษีจากการเลิกจ้างคำนวณต่างกันไหม ระหว่างอายุงานน้อยกว่ากับมากกว่า 5 ปี ?

ตอบ : มีความต่างกัน เพราะสิทธิแยกคำนวณภาษีตามมาตรา 48(5) ของประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 45) กำหนดให้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ทำงานกับนายจ้างมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยทั้งสองกรณีจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีค่าชดเชยส่วนที่ไม่เกินค่าจ้าง 400 วันสุดท้าย และไม่เกิน 600,000 บาทเหมือนกัน แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่การคำนวณภาษีส่วนที่เกินวงเงินยกเว้น ดังนี้


ประเด็น อายุงาน < 5 ปี อายุงาน ≥ 5 ปี
สิทธิยกเว้นภาษีค่าชดเชย 

(ไม่เกิน 400 วันสุดท้าย และไม่เกิน 600,000 บาท)

ได้รับ ได้รับ
ทางเลือกในการคำนวณภาษีส่วนที่เกินวงเงินยกเว้น รวมคำนวณกับเงินได้ปกติของปี เลือกได้ 2 แบบ คือ 

(1) แยกคำนวณ ม.48(5) 

(2) รวมคำนวณกับเงินได้ปกติ

สูตรหักค่าใช้จ่าย 7,000 × ปีอายุงาน + 50% ใช้ไม่ได้ ใช้ได้ ถ้าเลือกแยกคำนวณ
อัตราภาษีที่ใช้ อัตราก้าวหน้าทั่วไป  ถ้าแยกคำนวณ ม.48(5) 

เริ่ม 5% ที่ช่วง 1-300,000


บริษัทต้องมีหลักฐานอะไรบ้างในการเลิกจ้างเพราะปรับโครงสร้าง?

ตอบ : นายจ้างต้องสามารถแสดงหลักฐานความจำเป็นและความสุจริตของการปรับโครงสร้างได้ตามที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัย โดยหลักฐานที่ควรเตรียมมีดังนี้

  • เอกสารแสดงเหตุผลทางธุรกิจ งบการเงินที่แสดงรายได้ลดลงหรือขาดทุนต่อเนื่อง รายงานวิเคราะห์ต้นทุน แผนกลยุทธ์ใหม่ที่ลด/ควบรวมหน่วยงาน และรายงานการประชุมผู้บริหารที่มีมติปรับโครงสร้าง
  • โครงสร้างองค์กรก่อนและหลังปรับ (Org Chart) ผังเปรียบเทียบที่แสดงการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
  • คำบรรยายลักษณะงานเดิมและใหม่ เพื่อแสดงว่าหน้าที่ความรับผิดชอบมีการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนชื่อตำแหน่ง
  • หลักเกณฑ์การคัดเลือกลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้าง ต้องชัดเจน เป็นกลาง และไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุเพศ อายุ ศาสนา การตั้งครรภ์ หรือสถานะการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน
  • หลักฐานว่าตำแหน่งถูกยุบหรือควบรวมจริง หลังเลิกจ้างแล้ว ตำแหน่งงานนั้นต้องไม่มีอยู่อีก หรือถูกควบรวมเข้ากับตำแหน่งอื่น ไม่ใช่การจ้างคนใหม่มาทำงานเดิมในตำแหน่งเดียวกัน
  • หนังสือแจ้งเลิกจ้างและหลักฐานการจ่ายสิทธิตามกฎหมายครบถ้วน พร้อมหลักฐานการแจ้งพนักงานตรวจแรงงานล่วงหน้า 60 วัน หากเข้าข่ายมาตรา 121
  • หลักฐานการสื่อสารกับพนักงานอย่างเหมาะสม บันทึกการประชุมแจ้งพนักงาน อีเมลแจ้งเป็นทางการ หรือเอกสารชี้แจงเหตุผลและสิทธิที่พนักงานจะได้รับ

หากนายจ้างไม่สามารถแสดงหลักฐานเหล่านี้ได้ครบถ้วน ลูกจ้างมีสิทธิฟ้องร้องว่าเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมจากค่าชดเชยปกติได้


ถ้าบริษัทขอให้ “ลาออกเอง” แทนการเลิกจ้าง ควรทำอย่างไร?

ตอบ : การลาออกเองจะทำให้เสียสิทธิประโยชน์ เรื่องค่าชดเชยเลิกจ้างตามอายุงาน ค่าตกใจ เงินทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคมกรณีถูกเลิกจ้าง

สิ่งที่ควรทำ

  1. ยืนยันว่าหากบริษัทต้องการให้คุณออก ต้องเป็นการเลิกจ้างพร้อมจ่ายเงินชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด
  2. ขอเอกสารเลิกจ้างที่ระบุสาเหตุอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร
  3. เก็บหลักฐานหากถูกบีบบังคับ เช่น ข้อความ อีเมล หรือบันทึกการสนทนา และปรึกษาพนักงานตรวจแรงงานหรือทนายความ
  4. หากบริษัทเสนอเงินก้อนพิเศษเพื่อแลกกับการลาออก ก่อนตัดสินใจให้คำนวณเปรียบเทียบกับสิทธิที่ควรได้รับจากการเลิกจ้างปกติ และคำนึงถึงสิทธิประกันสังคมที่จะลดลงด้วย

จำไว้เสมอว่าหากถูกเลิกจ้างห้ามเซ็นใบลาออกเองโดยเด็ดขาด อย่ารีบตัดสินใจ ให้ขอเวลาคิดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย

บทความที่คุณน่าจะสนใจ