
| เมื่อพูดถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจ ตัวเลขแรกที่เจ้าของกิจการมักให้ความสนใจคือ “รายได้” เพราะรายได้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถขายสินค้าหรือให้บริการได้มากน้อยเพียงใด และกำลังเติบโตไปในทิศทางไหน |
อย่างไรก็ตาม การมีเงินเข้าบัญชีธนาคารไม่ได้หมายความว่าเงินทุกก้อนจะถือเป็นรายได้เสมอไป เช่น เงินกู้ เงินเพิ่มทุน หรือเงินมัดจำจากลูกค้าอาจยังไม่ใช่รายได้ในทันที ในทางกลับกัน บางครั้งธุรกิจอาจมีรายได้เกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ได้รับเงินจากลูกค้าก็ตาม
แล้วรายได้ที่แท้จริงคืออะไร แตกต่างจากกำไรอย่างไร ควรบันทึกตอนไหน และต้องนำไปเสียภาษีหรือไม่ บทความนี้จะช่วยอธิบายเรื่องรายได้ให้เข้าใจง่ายขึ้น พร้อมตัวอย่างที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้กับธุรกิจของตนเองได้
เลือกอ่านได้เลย!
Toggleรายได้ คืออะไร?
รายได้ คือ มูลค่าที่ธุรกิจ “ได้รับ หรือมีสิทธิจะได้รับ” จากการขายของ ให้บริการ ให้เช่าทรัพย์สิน หรือรับดอกเบี้ย และไม่จำเป็นต้องเป็นเงินสดที่โอนเข้าบัญชีแล้วเท่านั้น แค่มีสิทธิเรียกเก็บเงินได้ ก็นับเป็นรายได้แล้ว
ตัวอย่าง :
ร้านค้าแห่งหนึ่งส่งสินค้ามูลค่า 20,000 บาทให้ลูกค้า พร้อมให้เครดิตชำระเงินภายใน 30 วัน แม้เงินจะยังไม่เข้าบัญชี แต่พอส่งของแล้วและมีสิทธิเก็บเงินจากลูกค้า ร้านค้าก็ต้องรับรู้รายได้ 20,000 บาท ทันที พร้อมบันทึกเป็นลูกหนี้การค้าไว้ก่อน
ในมุมของเจ้าของธุรกิจ รายได้ช่วยตอบคำถามสำคัญหลายเรื่อง เช่น ขายดีขึ้นหรือแย่ลง สินค้าไหนทำเงินที่สุด ช่องทางไหนเวิร์ก ลูกค้ากลุ่มไหนสำคัญกับธุรกิจ แต่อย่าลืมว่ารายได้อย่างเดียวบอกไม่ได้ทุกอย่าง ต้องดูคู่กับค่าใช้จ่าย กำไร และกระแสเงินสดด้วยเสมอ
Tips: รายได้ ไม่เท่ากับ เงินสด
เพราะ รายได้ คือ เงินที่ธุรกิจ “มีสิทธิจะได้รับ” จากการขายสินค้าหรือบริการ ขณธที่เงินสด คือ เงินที่ได้รับและเข้ามาอยู่ในมือหรือบัญชีของธุรกิจแล้ว จึงอาจเกิดขึ้นคนละช่วงเวลากันได้
ตัวอย่าง :
ขายสินค้า 20,000 บาท ให้ลูกค้าเครดิต 30 วัน → ธุรกิจรับรู้ รายได้ 20,000 บาท ตั้งแต่วันที่ส่งสินค้า แต่ยังไม่มี เงินสด 20,000 บาท จนกว่าลูกค้าจะชำระเงิน
ดังนั้น ธุรกิจอาจมี รายได้สูง แต่เงินสดในบัญชียังน้อย ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีลูกค้าที่ซื้อเชื่อหรือค้างชำระ
เวลาดูสุขภาพการเงินของธุรกิจ จึงไม่ควรดูแค่ “รายได้” แต่ควรดู ลูกหนี้การค้า + เงินสด + กระแสเงินสด ควบคู่กันด้วย
รายได้มีกี่ประเภท?

รายได้ของแต่ละธุรกิจอาจมีลักษณะแตกต่างกันไปตามรูปแบบการประกอบกิจการ โดยทั่วไปสามารถแบ่งรายได้ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. รายได้จากการขายสินค้า
รายได้จากการขายสินค้า คือ รายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายสินค้าที่ธุรกิจมีไว้เพื่อขาย เช่น ร้านกาแฟขายเครื่องดื่มและเบเกอรี ร้านค้าออนไลน์ขายเสื้อผ้า หรือโรงงานขายสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว
โดยทั่วไป ธุรกิจจะรับรู้รายได้จากการขายเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า และลูกค้าได้รับสินค้านั้นตามเงื่อนไขที่ตกลงกันแล้ว ไม่ได้พิจารณาเฉพาะวันที่ลูกค้าชำระเงินเท่านั้น
ตัวอย่าง :
ร้านขายอุปกรณ์สำนักงานส่งสินค้าให้ลูกค้าในวันที่ 25 มีนาคม และกำหนดให้ลูกค้าชำระเงินในวันที่ 10 เมษายน รายได้จากการขายมักเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม แม้เงินจะเข้าบัญชีในเดือนเมษายนก็ตาม
2. รายได้จากการให้บริการ
รายได้จากการให้บริการ คือ รายได้ที่ได้รับจากการใช้ความรู้ ความสามารถ เวลา หรือทรัพยากรของธุรกิจในการให้บริการแก่ลูกค้า เช่น ค่าบริการทำบัญชี ค่าที่ปรึกษา ค่าซ่อมแซม ค่าออกแบบ ค่าขนส่ง ค่าเช่าสถานที่ หรือ ค่าบริการรายเดือนของระบบออนไลน์
การรับรู้รายได้จากการให้บริการต้องพิจารณาว่าธุรกิจได้ให้บริการแก่ลูกค้าแล้วมากน้อยเพียงใด หากเป็นบริการที่ทำเสร็จภายในครั้งเดียว อาจรับรู้รายได้เมื่อให้บริการเสร็จ แต่หากเป็นงานระยะยาวหรือบริการต่อเนื่อง อาจต้องทยอยรับรู้รายได้ตามระยะเวลาหรือความคืบหน้าของงาน
ตัวอย่าง :
บริษัทดูแลระบบคอมพิวเตอร์เรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า 12 เดือน จำนวน 120,000 บาท บริษัทไม่ควรรับรู้เป็นรายได้ทั้งหมดในเดือนแรก แต่ควรทยอยรับรู้เดือนละ 10,000 บาท ตลอดช่วงเวลาที่ให้บริการ
3. รายได้อื่น
รายได้อื่น คือ รายได้ที่ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมหลักที่ธุรกิจดำเนินการเป็นปกติ เช่น ดอกเบี้ยรับ กำไรจากการขายอุปกรณ์หรือทรัพย์สิน รายได้จากการขายเศษวัสดุ เงินชดเชยที่ได้รับ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
การแยกรายได้หลักออกจากรายได้อื่นมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นว่าผลประกอบการที่ดีขึ้นเกิดจากการขายสินค้าหรือบริการที่เป็นธุรกิจหลักจริง ๆ หรือเกิดจากรายการพิเศษที่อาจไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ
รายได้กับกำไร ต่างกันอย่างไร?
รายได้และกำไรเป็นคนละตัวเลขกัน แม้จะเกี่ยวข้องกันโดยตรงก็ตาม
- รายได้ คือ มูลค่าจากการขายสินค้าหรือให้บริการก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
- กำไร คือ จำนวนเงินที่เหลือหลังจากนำรายได้มาหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายของธุรกิจแล้ว
อธิบายอย่างง่ายได้ด้วยสูตรต่อไปนี้
กำไร = รายได้ − ต้นทุน − ค่าใช้จ่าย
ตัวอย่าง :
ร้านค้าแห่งหนึ่งมีข้อมูลในเดือนมกราคมดังนี้
- รายได้จากการขาย 300,000 บาท
- ต้นทุนสินค้า 180,000 บาท
- ค่าเช่าร้าน 30,000 บาท
- เงินเดือนพนักงาน 40,000 บาท
- ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่น 20,000 บาท
ร้านค้ามีรายได้ 300,000 บาท แต่เมื่อหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวม 270,000 บาทแล้ว จะเหลือกำไร 30,000 บาท
ดังนั้น ธุรกิจที่มีรายได้สูงอาจไม่ได้มีกำไรสูงเสมอไป หากมีต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย ในบางกรณี ธุรกิจอาจมียอดขายจำนวนมาก แต่กลับขาดทุนเพราะตั้งราคาขายต่ำเกินไป มีต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น หรือมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมากเกินความจำเป็น
เจ้าของธุรกิจจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะยอดขาย แต่ควรติดตามทั้งรายได้ กำไรขั้นต้น กำไรสุทธิ และกระแสเงินสดประกอบกัน
รายได้ทางบัญชี คืออะไร?
รายได้ทางบัญชี คือ รายได้ที่กิจการรับรู้และบันทึกไว้ตามหลักการบัญชี โดยพิจารณาจากช่วงเวลาที่กิจการได้ส่งมอบสินค้าหรือให้บริการตามข้อตกลงแล้ว ไม่ได้พิจารณาเฉพาะวันที่ได้รับเงิน
หลักการนี้เรียกว่า “เกณฑ์คงค้าง” ซึ่งกำหนดให้กิจการบันทึกรายการในงวดที่รายการนั้นเกิดขึ้น แม้ว่าวันรับหรือจ่ายเงินจริงอาจเกิดขึ้นคนละงวดกัน
สภาวิชาชีพบัญชีอธิบายว่า รายการค้าตามเกณฑ์คงค้างควรถูกรับรู้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่รายการเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นคนละช่วงเวลากับการรับหรือจ่ายเงินสด
ตัวอย่าง :
ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อใน วันที่ 20 มิถุนายน ร้านค้าส่งสินค้าให้ลูกค้ามูลค่า 50,000 บาท และกำหนดให้ลูกค้าชำระในวันที่ 20 กรกฎาคม
แม้ร้านค้าจะได้รับเงินในเดือนกรกฎาคม แต่รายได้จากการขายเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน เพราะร้านค้าได้ส่งมอบสินค้าและมีสิทธิเรียกเก็บเงินจากลูกค้าแล้ว รายการที่เกิดขึ้นจึงเป็น
เดือนมิถุนายน : รับรู้รายได้และลูกหนี้การค้า 50,000 บาท
เดือนกรกฎาคม : เมื่อได้รับเงิน จึงลดลูกหนี้การค้าและเพิ่มเงินฝากธนาคาร
รายได้รับล่วงหน้า คืออะไร?
รายได้รับล่วงหน้า คือ เงินที่ธุรกิจได้รับจากลูกค้าก่อนที่จะส่งมอบสินค้าหรือให้บริการครบถ้วน
แม้จะมีเงินเข้าบัญชีแล้ว แต่ในทางบัญชีเงินดังกล่าวยังไม่ถือเป็นรายได้ เพราะธุรกิจยังมีภาระผูกพันที่จะต้องส่งสินค้าหรือให้บริการแก่ลูกค้าในอนาคต จึงต้องบันทึกเป็น “หนี้สิน” ไว้ก่อน
ตัวอย่างของรายได้รับล่วงหน้า มีดังนี้
- เงินมัดจำค่าสินค้า
- ค่าสมาชิกรายปีที่เรียกเก็บล่วงหน้า
- ค่าเช่าที่ได้รับล่วงหน้า
- ค่าเรียนหรือค่าคอร์สที่ยังไม่ได้เริ่มสอน
- ค่าบริการดูแลระบบที่เรียกเก็บล่วงหน้าหลายเดือน
- เงินจองสินค้าหรือบริการ
ตัวอย่าง :
ฟิตเนสได้รับค่าสมาชิกรายปี 12,000 บาทในเดือนมกราคม โดยสมาชิกมีสิทธิใช้บริการตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม ฟิตเนสไม่ควรรับรู้รายได้ 12,000 บาททั้งหมดในเดือนมกราคม แต่ควรทยอยรับรู้เดือนละ 1,000 บาทตลอด 12 เดือน
รายได้รับล่วงหน้าแตกต่างจากรายได้ค้างรับ ดังนี้
- รายได้รับล่วงหน้า: ได้รับเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งสินค้าหรือให้บริการครบ
- รายได้ค้างรับ: ส่งสินค้าหรือให้บริการแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงินหรือยังไม่ได้เรียกเก็บเงิน
การแยกรายการทั้งสองประเภทให้ถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจทราบว่าเงินที่อยู่ในบัญชีส่วนใดเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นแล้ว และส่วนใดยังเป็นภาระที่ต้องดำเนินการให้ลูกค้าในอนาคต
วิธีบันทึกรายได้ทางบัญชี
วิธีบันทึกรายได้ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจขายเป็นเงินสด ขายเป็นเงินเชื่อ หรือรับเงินจากลูกค้าล่วงหน้า โดยสามารถอธิบายแบบง่าย ๆ ได้ดังนี้
กรณีขายสินค้าและรับเงินทันที
เมื่อธุรกิจส่งมอบสินค้าและได้รับเงินทันที ให้บันทึกเงินสดหรือเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้น พร้อมกับบันทึกรายได้จากการขาย
ตัวอย่าง :
ขายสินค้าและรับเงินโอน 10,000 บาท
- เดบิต เงินฝากธนาคาร 10,000 บาท
- เครดิต รายได้จากการขาย 10,000 บาท
หากธุรกิจขายสินค้าที่มีต้นทุน จะต้องบันทึกต้นทุนขายและตัดสินค้าคงเหลือออกจากระบบเพิ่มเติมด้วย
กรณีขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ
เมื่อส่งมอบสินค้าแล้วแต่ลูกค้ายังไม่ชำระเงิน ให้บันทึกลูกหนี้การค้าและรายได้
ตัวอย่าง ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ 20,000 บาท
- เดบิต ลูกหนี้การค้า 20,000 บาท
- เครดิต รายได้จากการขาย 20,000 บาท
เมื่อได้รับเงินจากลูกค้าในภายหลัง ให้บันทึก
- เดบิต เงินฝากธนาคาร 20,000 บาท
- เครดิต ลูกหนี้การค้า 20,000 บาท
การรับเงินครั้งนี้ไม่ถือเป็นรายได้ใหม่อีกครั้ง เพราะธุรกิจได้บันทึกรายได้ไว้ตั้งแต่วันที่ขายสินค้าแล้ว
กรณีรับเงินล่วงหน้าจากลูกค้า
เมื่อได้รับเงินก่อนส่งสินค้าหรือให้บริการ ให้บันทึกเงินเพิ่มขึ้นและบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้าหรือหนี้สิน
ตัวอย่าง รับเงินล่วงหน้า 15,000 บาท
- เดบิต เงินฝากธนาคาร 15,000 บาท
- เครดิต รายได้รับล่วงหน้า 15,000 บาท
เมื่อส่งมอบสินค้าหรือให้บริการแล้ว จึงบันทึก
- เดบิต รายได้รับล่วงหน้า 15,000 บาท
- เครดิต รายได้จากการขายหรือบริการ 15,000 บาท
กรณีให้บริการแล้วแต่ยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้
หากธุรกิจให้บริการเสร็จแล้วและมีสิทธิได้รับค่าตอบแทน แม้จะยังไม่ได้ออกใบแจ้งหนี้ ก็อาจต้องบันทึกรายได้ค้างรับ
ตัวอย่าง ให้บริการเสร็จแล้วมูลค่า 8,000 บาท
- เดบิต รายได้ค้างรับ 8,000 บาท
- เครดิต รายได้ค่าบริการ 8,000 บาท
เมื่อออกใบแจ้งหนี้แล้ว อาจโอนยอดจากรายได้ค้างรับไปเป็นลูกหนี้การค้า และเมื่อลูกค้าชำระเงินจึงตัดลูกหนี้ออก
ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องจำรายการเดบิตและเครดิตทั้งหมดด้วยตนเอง แต่ควรเข้าใจหลักสำคัญว่า “วันที่ได้เงิน” กับ “วันที่เกิดรายได้” อาจไม่ใช่วันเดียวกัน และควรส่งข้อมูลให้ผู้ทำบัญชีอย่างครบถ้วน
รายได้ต้องเสียภาษีหรือไม่
โดยทั่วไป รายได้จากการประกอบธุรกิจต้องนำมาพิจารณาในการคำนวณภาษี แต่ภาษีที่เกี่ยวข้องจะแตกต่างกันตามรูปแบบธุรกิจ ประเภทรายได้ และลักษณะของสินค้าและบริการ โดยหลักๆ รายได้ที่ได้มาจะต้องเสียภาษี 2 ประเภท
ภาษีเงินได้
- ดำเนินธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา รายได้จากธุรกิจจะถูกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามเงื่อนไขของกฎหมายได้
- ดำเนินธุรกิจในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยทั่วไปภาษีเงินได้นิติบุคคลจะคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษี ไม่ได้คำนวณจากรายได้ทั้งหมดโดยตรง กำไรสุทธิดังกล่าวคำนวณจากรายได้หักด้วยรายจ่ายที่กฎหมายอนุญาต และอาจต้องปรับปรุงรายการบางส่วนให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากร
ดังนั้น การมีรายได้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะต้องเสียภาษีเท่ากับอัตราภาษีคูณรายได้ทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณาค่าใช้จ่าย การหักลดหย่อน ผลขาดทุน และเงื่อนไขอื่นตามกฎหมายด้วย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
รายได้ไม่จำเป็นต้องเสีย VAT ทุกกรณี การพิจารณา VAT ต้องดูอย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่
- ธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT หรือไม่
- ธุรกิจได้รับยกเว้น VAT ตามกฎหมายหรือไม่
- ธุรกิจมีรายรับถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียน VAT หรือไม่
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระและมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการไม่ได้รับยกเว้น VAT มีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
อย่างไรก็ตาม สินค้าและบริการบางประเภทได้รับยกเว้น VAT เช่น สินค้าเกษตรบางประเภท หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน และบริการบางประเภทตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องพิจารณาตามลักษณะกิจการเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ รายได้ทางบัญชีกับรายได้ทางภาษีอาจไม่เท่ากันเสมอไป เพราะกฎหมายภาษีอาจกำหนดวิธีรับรู้หรือเงื่อนไขที่แตกต่างจากหลักบัญชี โดยทางบัญชีจะใช้ “เกณฑ์คงค้าง” และ ทางภาษีอากร ใช้“เกณฑ์สิทธิ” ผู้ประกอบการจึงควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีเมื่อมีรายการที่ซับซ้อน
เจ้าของธุรกิจควรติดตามรายได้อย่างไรบ้าง?

การติดตามรายได้ไม่ควรดูเพียงยอดรวมปลายเดือน เพราะยอดรวมเพียงตัวเลขเดียวอาจไม่สามารถบอกได้ว่ารายได้มาจากส่วนใด หรือมีปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน เจ้าของธุรกิจควรแยกติดตามรายได้ในหลายมุม ดังนี้
รายได้รายวัน
การดูรายได้รายวันช่วยให้เห็นความเคลื่อนไหวของยอดขายได้รวดเร็ว เหมาะกับธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร ร้านค้าออนไลน์ หรือธุรกิจที่มียอดขายเกิดขึ้นทุกวัน
หากรายได้ลดลงผิดปกติ เจ้าของธุรกิจจะสามารถตรวจสอบสาเหตุได้ทันที เช่น ร้านปิดบางช่วง สินค้าหมด ระบบชำระเงินขัดข้อง หรือยอดขายจากช่องทางออนไลน์ลดลง
รายได้รายเดือน
รายได้รายเดือนช่วยให้เห็นแนวโน้มของธุรกิจได้ชัดกว่ารายได้รายวัน โดยสามารถนำไปเปรียบเทียบได้ทั้ง
- เทียบกับเดือนก่อน
- เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน
- เทียบกับเป้าหมายหรือประมาณการ
- เทียบก่อนและหลังทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย
การเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนมีประโยชน์สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากฤดูกาล เช่น ร้านอาหารใกล้สถานศึกษา ธุรกิจท่องเที่ยว หรือร้านขายของขวัญช่วงเทศกาล
รายได้ตามสินค้าหรือบริการ
การแยกรายได้ตามสินค้าและบริการช่วยให้รู้ว่าสินค้าตัวใดขายดี สินค้าตัวใดมียอดขายลดลง และบริการใดเป็นแหล่งรายได้หลักของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สินค้าที่สร้างรายได้สูงที่สุดอาจไม่ได้สร้างกำไรสูงที่สุดเสมอไป เจ้าของธุรกิจจึงควรวิเคราะห์รายได้ควบคู่กับต้นทุนและกำไรขั้นต้นของสินค้าแต่ละรายการ
รายได้ตามช่องทางขาย
ธุรกิจในปัจจุบันอาจมีช่องทางขายหลายช่องทาง เช่น
- หน้าร้าน
- เว็บไซต์
- Marketplace
- Social Media
- ตัวแทนจำหน่าย
- พนักงานขาย
- งานแสดงสินค้า
การแยกรายได้ตามช่องทางช่วยให้เห็นว่าช่องทางใดสร้างยอดขายได้ดี และช่องทางใดมีต้นทุนสูงเกินไป เช่น แม้ Marketplace จะสร้างยอดขายสูง แต่อาจมีค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง และค่าโฆษณาที่ทำให้กำไรต่อรายการต่ำกว่าช่องทางอื่น
รายได้ตามลูกค้า
การติดตามรายได้ตามลูกค้าช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าลูกค้ารายใดหรือกลุ่มใดสร้างรายได้มากที่สุด รวมถึงช่วยวางแผนดูแลลูกค้าเดิมและกระจายความเสี่ยง หากรายได้ส่วนใหญ่พึ่งพาลูกค้าเพียงรายเดียว ธุรกิจอาจมีความเสี่ยงเมื่อเจอลูกค้าลดคำสั่งซื้อหรือหยุดซื้อสินค้า ดังนั้น นอกจากดูรายได้ต่อรายแล้ว ควรดูสัดส่วนรายได้จากลูกค้ารายใหญ่เทียบกับรายได้รวมด้วย
อัตราการเติบโตของรายได้
อัตราการเติบโตของรายได้ช่วยวัดว่ารายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากช่วงก่อนหน้าเท่าใด โดยคำนวณได้ดังนี้
อัตราการเติบโตของรายได้ = (รายได้งวดปัจจุบัน − รายได้งวดก่อน) ÷ รายได้งวดก่อน × 100
ตัวอย่าง :
เดือนกุมภาพันธ์มีรายได้ 220,000 บาท ขณะที่เดือนมกราคมมีรายได้ 200,000 บาท อัตราการเติบโตของรายได้จะเท่ากับ (220,000 − 200,000) ÷ 200,000 × 100 = 10% หมายความว่ารายได้ของเดือนกุมภาพันธ์เติบโตจากเดือนมกราคม 10%
ลูกหนี้การค้าและระยะเวลาเก็บเงิน
นอกจากยอดรายได้แล้ว เจ้าของธุรกิจควรติดตามว่ายอดขายที่เกิดขึ้นสามารถเก็บเงินได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ
รายได้อาจเพิ่มขึ้น แต่หากลูกค้าชำระเงินช้าหรือมีหนี้ค้างจำนวนมาก ธุรกิจก็อาจขาดเงินสดสำหรับจ่ายเงินเดือน ซื้อสินค้า หรือชำระค่าใช้จ่ายประจำได้
จึงควรติดตามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น
- ยอดลูกหนี้ทั้งหมด
- ลูกหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้ว
- จำนวนวันที่ใช้ในการเก็บเงิน
- ลูกหนี้ที่ค้างชำระเป็นเวลานาน
- ยอดหนี้ที่อาจเรียกเก็บไม่ได้
รายได้เทียบกับเป้าหมาย
เจ้าของธุรกิจควรกำหนดเป้าหมายรายได้รายเดือนหรือรายปี แล้วเปรียบเทียบรายได้จริงกับเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ หากรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย จะได้ปรับแผนการขาย การตลาด หรือการจัดสินค้าได้ทันเวลา แต่หากรายได้สูงกว่าเป้าหมาย ก็ควรตรวจสอบว่าธุรกิจมีสินค้า พนักงาน และเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอรองรับการเติบโตหรือไม่
วิธีจัดการรายได้ให้เป็นระบบด้วย FlowAccount
เมื่อธุรกิจมีรายการขายเพิ่มขึ้น การจดรายได้ไว้ในสมุดหรือกระจายข้อมูลอยู่ในหลายไฟล์อาจทำให้ตรวจสอบได้ยาก เอกสารตกหล่น และไม่ทราบว่าลูกค้ารายใดยังไม่ได้ชำระเงิน
FlowAccount ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดการกระบวนการขาย ตั้งแต่เริ่มเสนอราคาไปจนถึงการรับเงินและดูรายงานได้ในระบบเดียว ออกใบเสนอราคา ออกใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษี บันทึกรับเงินและออกใบเสร็จรับเงิน กระทบยอดธนาคาร ดูรายงานรายได้และยอดขาย FlowAccount ระบุว่าระบบรองรับรายงานยอดขายตามสินค้าและพนักงาน รวมถึงการจัดการเอกสารขายและการรับชำระเงินภายในระบบเดียว
วิเคราะห์ยอดขายเพื่อวางแผนธุรกิจ
ข้อมูลรายได้ที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบสามารถนำไปใช้วางแผนได้มากกว่าการทำบัญชี เช่น
- วางเป้าหมายยอดขาย
- เลือกสินค้าที่ควรเพิ่มจำนวน
- ลดสินค้าที่ขายช้าหรือกำไรต่ำ
- วางแผนโปรโมชัน
- ติดตามประสิทธิภาพของพนักงานขาย
- วางแผนเงินสดและการเก็บหนี้
- ประเมินแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ
หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีรายงานจำนวนมาก แต่อยู่ที่การบันทึกข้อมูลให้ครบ ถูกต้อง และสม่ำเสมอ เพราะรายงานที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูลต้นทางที่น่าเชื่อถือ
รายได้เป็นตัวเลขสำคัญที่สะท้อนความสามารถของธุรกิจในการขายสินค้าและให้บริการ แต่รายได้ไม่ใช่กำไร และไม่ใช่เงินทุกก้อนที่เข้าบัญชีธนาคาร
ผู้ประกอบการควรเข้าใจว่ารายได้ควรรับรู้เมื่อธุรกิจได้ส่งมอบสินค้าหรือให้บริการตามเงื่อนไขแล้ว แม้จะยังไม่ได้รับเงินก็ตาม ส่วนเงินที่ได้รับล่วงหน้าก่อนส่งมอบสินค้าหรือบริการยังถือเป็นภาระของธุรกิจและอาจต้องบันทึกเป็นหนี้สินไว้ก่อน
การบันทึกรายได้อย่างเป็นระบบ พร้อมติดตามรายได้ตามช่วงเวลา สินค้า ช่องทางขาย และลูกค้า จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นทั้งโอกาสและปัญหาได้เร็วขึ้น และนำข้อมูลไปใช้วางแผนการขาย การเงิน และภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับรายได้
1. รายได้กับกำไรเหมือนกันไหม
ตอบ: ไม่เหมือนกัน รายได้คือมูลค่าจากการขายสินค้าหรือให้บริการก่อนหักต้นทุนและค่าใช้จ่าย ส่วนกำไรคือจำนวนเงินที่เหลือหลังจากนำรายได้มาหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายแล้ว ธุรกิจจึงอาจมีรายได้สูงแต่กำไรน้อย หรืออาจขาดทุนได้หากมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูง
2. รายได้คือเงินเข้าบัญชีทุกก้อนไหม
ตอบ: ไม่ใช่ เงินเข้าบัญชีบางรายการอาจไม่ใช่รายได้ เช่น เงินกู้ เงินเพิ่มทุน เงินที่เจ้าของนำมาลงทุน เงินมัดจำจากลูกค้าที่ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้า หรือเงินที่ได้รับคืนจากผู้ขาย ขณะเดียวกัน ธุรกิจอาจต้องรับรู้รายได้แล้วแม้ยังไม่ได้รับเงิน หากได้ส่งมอบสินค้าหรือให้บริการและมีสิทธิเรียกเก็บเงินจากลูกค้าแล้ว
3. รายได้รับล่วงหน้าคืออะไร
ตอบ: รายได้รับล่วงหน้าคือเงินที่ธุรกิจได้รับก่อนที่จะส่งมอบสินค้าหรือให้บริการครบถ้วน ในทางบัญชี เงินดังกล่าวยังไม่ถือเป็นรายได้ทันที แต่จะบันทึกเป็นหนี้สินก่อน และทยอยหรือโอนเป็นรายได้เมื่อธุรกิจได้ปฏิบัติตามหน้าที่แล้ว
4. รายได้ต้องเสีย VAT ทุกกรณีหรือไม่
ตอบ: ไม่ทุกกรณี การเสีย VAT ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและบริการ การได้รับยกเว้นตามกฎหมาย สถานะการจดทะเบียน VAT และจำนวนรายรับของธุรกิจ โดยทั่วไป กิจการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีมีหน้าที่จดทะเบียน VAT แต่สินค้าและบริการบางประเภทอาจได้รับยกเว้น จึงควรตรวจสอบตามลักษณะกิจการเป็นรายกรณี
5. รายได้ควรบันทึกเมื่อได้รับเงินหรือเมื่อขายสินค้า
ตอบ: ตามหลักบัญชี รายได้ควรบันทึกเมื่อธุรกิจส่งมอบสินค้า หรือให้บริการตามเงื่อนไขแล้ว ไม่ได้พิจารณาเฉพาะวันที่ได้รับเงิน หากขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ ธุรกิจอาจรับรู้รายได้และลูกหนี้ตั้งแต่วันที่ส่งมอบสินค้า ส่วนเมื่อได้รับเงินภายหลังจะเป็นการตัดยอดลูกหนี้ ไม่ใช่การบันทึกรายได้ใหม่อีกครั้ง
6. ธุรกิจขนาดเล็กต้องบันทึกรายได้ทุกวันหรือไม่
ตอบ: ควรบันทึกให้สม่ำเสมอและใกล้กับวันที่เกิดรายการมากที่สุด ธุรกิจที่มียอดขายทุกวันควรสรุปและตรวจสอบยอดขายรายวัน เพื่อลดความเสี่ยงที่เอกสารจะสูญหายหรือยอดเงินไม่ตรงกัน หากมีรายการไม่มาก อาจรวบรวมบันทึกตามรอบที่เหมาะสมได้ แต่ไม่ควรปล่อยไว้นานจนไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดของรายการได้
About Author

วิทยากรด้านบัญชีและภาษีเบื้องต้น ตำแหน่งปัจจุบัน Senior Product Specialist ให้ความรู้ด้านการใช้งานโปรแกรมบัญชีออนไลน์ FlowAccount และเป็นผู้ทำบัญชีอิสระ โดยมีประสบการณ์ในการเป็น Risk Assurance Manager ทำหน้าที่การให้คำปรึกษา วางระบบและตรวจสอบการควบคุมภายในของบริษัทเอกชน และ เป็น Senior Associate Auditor มีประสบการณ์การตรวจสอบบัญชีบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ Big 4 ทำให้สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านบัญชีและภาษีอย่างเข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับการบริหารธุรกิจได้จริง