Food Cost คืออะไร ? รู้จักเทคนิคบริหารต้นทุนให้ร้านอาหารมีกำไร

Food Cost คือ

หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของธุรกิจร้านอาหารหลายคนต้องเคยเจอคือ "ร้านก็ขายดี ลูกค้าแน่นทุกวัน แต่ทำไมถึงไม่ค่อยมีกำไรเหลือเก็บ?" ซึ่งสาเหตุหลักมักไม่ได้เกิดจากการตั้งราคาที่ผิดพลาดเสมอไป แต่อยู่ที่การละเลยการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในแต่ละวัน ซึ่งหากปล่อยไว้อาจเป็นเหมือนกับระเบิดเวลาที่จะทำให้ร้านของคุณไม่มีกำไร และเกิดสภาวะขาดทุน 

สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่อยากให้ธุรกิจร้านอาหารเติบโตอย่างยั่งยืน สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจอย่างละเอียดก็คือสิ่งที่เรียกว่า Food Cost โดนในบทความนี้ FlowAccount จะมาอธิบายว่า Food Cost คืออะไร และจะมีวิธีบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้ร้านอาหารของคุณมีต้นทุนบานปลายจนกินกำไรของร้านไปเสียหมด


เลือกอ่านได้เลย!

Food Cost คืออะไร ? 

Food Cost คือ ต้นทุนของวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการทำอาหารหนึ่งจาน เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับราคาขายของอาหารจานนั้น โดยปกติแล้วในวงการธุรกิจร้านอาหารจะนิยมคิดคำนวณ Food Cost ออกมาในรูปแบบของ "เปอร์เซ็นต์ (%)" เพื่อให้ง่ายต่อการประเมินสถานการณ์และตั้งราคาขาย


สูตรการคำนวณ Food Cost พื้นฐานสำหรับธุรกิจร้านอาหาร


(ต้นทุนวัตถุดิบรวมต่อจาน ÷ ราคาขายต่อจาน) x 100 = เปอร์เซ็นต์ Food Cost

ตัวอย่างเช่น เมนูข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาว 1 จาน มีต้นทุนค่าหมูสับ ไข่ ใบกะเพรา เครื่องปรุง และข้าวสวย รวมแล้วอยู่ที่ 25 บาท หากร้านตั้งราคาขายไว้ที่ 80 บาท เมื่อนำมาเข้าสูตรคำนวณ (25 ÷ 80) x 100 จะเท่ากับ 31.25% ซึ่งหมายความว่าเมนูนี้มี Food Cost อยู่ที่ 31.25% นั่นเอง


โดยทั่วไปแล้ว สัดส่วน Food Cost คือ สิ่งที่ควรควบคุมให้อยู่ในระดับ 25% - 35% ของราคาขาย (ขึ้นอยู่กับประเภทของร้านอาหาร) หากเปอร์เซ็นต์นี้สูงเกินไป แปลว่าต้นทุนวัตถุดิบของคุณกำลังสูงจนเบียดบังสัดส่วนกำไร และอาจทำให้ร้านเกิดภาวะขาดทุนได้ในระยะยาว


สูตรการคำนวณ Food Cost

 


ทำไมการบริหาร Food Cost ถึงสำคัญต่อธุรกิจร้านอาหาร ? 

ร้านอาหารหลายร้านที่ดูเหมือนจะขายดี มีการทำการตลาดร้านอาหารต่อเนื่อง มีลูกค้าต่อคิวแน่น แต่สุดท้ายกลับไม่มีกำไรจนต้องปิดตัวลง มักมีสาเหตุหลักมาจากการละเลยการบริหาร Food Cost ลองมาดูกันว่าทำไมการคุมต้นทุนวัตถุดิบจึงเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร

  • ช่วยให้ตั้งราคาขายได้อย่างแม่นยำ: การรู้ต้นทุนต่อจานที่แท้จริง จะช่วยให้คุณตั้งราคาอาหารได้อย่างสมเหตุสมผล ไม่ถูกเกินไปจนร้านขาดทุน และไม่แพงเกินไปจนลูกค้ารู้สึกไม่คุ้มค่า พร้อมทั้งช่วยรักษาสัดส่วนกำไร (Profit Margin) ได้อย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาสภาพคล่องของกระแสเงินสด (Cash Flow): การบริหาร Food Cost ที่ดีจะเชื่อมโยงไปถึงการสั่งซื้อวัตถุดิบที่พอดีกับยอดขาย ช่วยป้องกันปัญหา "เงินจม" ไปกับของในตู้เย็น ทำให้ร้านมีเงินสดหมุนเวียนไปใช้จ่ายในส่วนอื่น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าจ้างพนักงานได้อย่างคล่องตัว
  • ลดปัญหาวัตถุดิบเหลือทิ้ง: เมื่อควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ ร้านจะสามารถลดปริมาณวัตถุดิบที่เน่าเสียหรือหมดอายุคาสต๊อกได้ ซึ่งของเสียเหล่านี้คือรอยรั่วไหลที่ทำให้ร้านสูญเสียเงินไปแบบฟรีๆ
  • รักษามาตรฐานของรสชาติและปริมาณ: การคุม Food Cost บังคับให้ร้านต้องมีสูตรมาตรฐาน ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะมากินกี่ครั้ง รสชาติและปริมาณที่ได้รับก็จะยังคงที่เหมือนเดิม ช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำในระยะยาว
  • มีงบประมาณไปทำโปรโมชันสู้คู่แข่ง: ถ้าร้านสามารถกดต้นทุนวัตถุดิบให้ต่ำลงได้โดยที่คุณภาพยังเท่าเดิม ร้านก็จะมีส่วนต่างกำไรที่กว้างขึ้น สามารถนำงบก้อนนี้ไปทำการตลาดร้านอาหาร เช่น ทำส่วนลด จัดโปรโมชันเดลิเวอรี หรือยิงแอดโฆษณาเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ได้

สอนวิธีคำนวณต้นทุนร้านอาหาร


5 เทคนิคบริหารต้นทุน (Food Cost) ให้ร้านอาหารมีกำไร มีอะไรบ้าง?

เมื่อทราบแล้วว่า Food Cost คืออะไร ลำดับต่อไปคือการหาวิธีควบคุมตัวเลขนี้ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นี่คือ 5 เทคนิคที่ร้านอาหารมืออาชีพนำไปใช้แล้วเห็นผลลัพธ์จริง


1. ทำสูตรอาหารให้เป็นมาตรฐานของร้าน

จุดเริ่มต้นของการคุมต้นทุนที่เกิดความผิดพลาดมากที่สุดคือการใช้ระบบ "กะปริมาณเอาเอง" ของคนทำอาหาร ดังนั้นร้านอาหารที่ดีต้องมีการทำสูตรมาตรฐานหรือ Standard Recipe ซึ่งต้องมีการชั่ง ตวง วัด วัตถุดิบทุกชนิดที่ใส่ลงไปในแต่ละเมนูอย่างชัดเจน เพื่อให้คำนวณต้นทุนต่อจานได้อย่างแม่นยำ และยังช่วยรักษามาตรฐานรสชาติให้คงที่ทุกครั้งที่ลูกค้ามารับประทาน (ใช้หลักการเดียวกันกับการทำแฟรนไชส์ร้านอาหาร)


2. จัดการสต๊อกวัตถุดิบด้วยระบบ FIFO (First-In, First-Out)

ในการทำร้านอาหารนั้นการมีของสดที่เน่าเสียคือต้นทุนที่สูญเปล่า การจัดระเบียบสต็อกวัตถุดิบโดยใช้หลักการที่เรียกว่า First In First Out หรือ FIFO คือการนำวัตถุดิบที่ซื้อมาก่อน หรือใกล้หมดอายุมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อหยิบใช้ก่อนเสมอ วิธีนี้จะช่วยลดปัญหาของสดหมดอายุคาสต๊อก ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ Food Cost พุ่งสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว


3. วิเคราะห์เมนูของร้านทุก ๆ 3-6 เดือน 

เจ้าของร้านอาหารควรหมั่นตรวจสอบยอดขายและต้นทุนของแต่ละเมนูเป็นประจำ เมนูไหนที่ต้นทุนสูงแต่ยอดขายน้อย อาจจะต้องพิจารณาปรับสูตร ขึ้นราคา หรือนำออกจากเมนูไปเลย ในขณะที่เมนูไหนต้นทุนต่ำ (Food Cost น้อย) แต่ลูกค้าสั่งเยอะ (ขายดี) ก็ควรผลักดันและจัดโปรโมชันเพื่อทำกำไรให้ร้านมากยิ่งขึ้น 

 

ซึ่งถ้าร้านอาหารร้านใด ที่มีการจัดการด้วยระบบ POS (เช่น Wongnai POS) อยู่แล้ว ก็จะสามารถรู้ได้เลยว่าเมนูไหนขายดีที่สุด มียอดขายต่อเดือนที่กี่จาน


4. ตรวจสอบของเสียในร้าน 

ของเสียในร้านอาหารไม่ได้มีแค่วัตถุดิบที่หมดอายุ แต่ยังรวมถึงอาหารที่ทำผิดสูตร อาหารที่ลูกค้าตีกลับ หรือวัตถุดิบที่ถูกตัดแต่งทิ้งมากเกินไป การมีสมุดจดบันทึกของเสียในแต่ละวัน จะช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นรอยรั่วไหลของต้นทุน และสามารถเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุกับพนักงานในครัวได้อย่างตรงจุด


5. วางแผนการสั่งซื้อและต่อรองราคากับ Supplier

ราคาวัตถุดิบในตลาดมีการผันผวนตลอดเวลา การหาแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้ หรือการเจรจาต่อรองราคากับ Supplier ประจำเพื่อขอส่วนลดในการสั่งซื้อจำนวนมาก จะช่วยลดต้นทุนตั้งต้นลงได้มาก นอกจากนี้ การเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลมาทำเป็นเมนูพิเศษ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีลด Food Cost ที่ได้ผลดีและกำลังเป็นที่นิยมของร้านอาหารเครือใหญ่ ๆ ในปัจจุบัน 


ถึงเวลาบริหารธุรกิจร้านอาหารของคุณ ให้เป๊ะยิ่งขึ้น ด้วยโซลูชันจาก FlowAccount

เพื่อยกระดับการบริหารร้านอาหารให้เป็นระบบและเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น FlowAccount ได้ผนึกกำลังกับธนาคารทีทีบีเปิดตัว "โซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจร้านอาหาร" ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของผู้ประกอบการ SME ธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ

 

ด้วยการผสานจุดแข็งของ FlowAccount, Wongnai POS, ธนาคารทีทีบี และ Skooldio เข้าไว้ด้วยกัน โซลูชันนี้จะช่วยให้การจัดการหลังบ้านของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้น พร้อมฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะเช่น

  • เชื่อมต่อยอดขายอัตโนมัติ: ข้อมูลการขายและออเดอร์จากหน้าร้าน (Wongnai POS) จะถูกส่งตรงเข้าสู่ระบบบัญชีของ FlowAccount โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งคีย์ตัวเลขซ้ำใหม่ให้ปวดหัว
  • มีฟีเจอร์กระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation): หมดปัญหาเงินขาดเงินเกิน ด้วยการเชื่อมต่อกับธนาคาร ttb ช่วยจับคู่ยอดเงินโอนเข้ากับบิลยอดขายให้แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งเช็กสลิปทีละใบ
  • รู้กำไร-ขาดทุนที่แท้จริงแบบ Real-time: ระบบจะสรุปรายรับและรายจ่ายทั้งหมดให้คุณเห็นภาพรวม ช่วยให้คุณนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต้นทุน Food Cost และวางแผนกลยุทธ์โปรโมชันได้อย่างแม่นยำ

อย่าปล่อยให้กำไรของร้านต้องหายไปกับต้นทุนที่มองไม่เห็น หรือเสียเวลาไปกับงานเอกสารที่ยุ่งยาก ปล่อยให้ระบบหลังบ้านเป็นหน้าที่ของเรา เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาเมนูและดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่ 

 

ยกระดับศักยภาพร้านอาหารของคุณ พร้อมรับสิทธิพิเศษสุดคุ้มได้แล้ววันนี้!

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่นี่


คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการบริหาร Food Cost 


1. การจัดการสต็อกช่วยลด Food cost ได้จริงหรือไม่?

ตอบ : จริงเพราะการบริหารสต็อกที่ดีช่วยลด Food cost ได้โดยป้องกันของเสียจากวัตถุดิบหมดอายุหรือเสียหาย, ลดการสั่งซื้อเกินความจำเป็น และช่วยให้สามารถวางแผนการสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ


2. Food cost แตกต่างจากต้นทุนวัตถุดิบโดยรวมอย่างไร?

ตอบ : แตกต่างกัน โดย Food Cost คือต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าที่ขายออกไปในแต่ละงวด ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบโดยรวมอาจรวมถึงวัตถุดิบที่ยังไม่ถูกใช้ในสต็อกด้วย


3. ต้นทุน Packaging ใส่อาหารจะต้องนับรวมอยู่ใน Food Cost หรือไม่?

ตอบ : ตามหลักการบัญชีร้านอาหาร Food Cost จะคิดเฉพาะ "วัตถุดิบที่รับประทานได้" เท่านั้น ส่วนกล่องอาหาร ถุงพลาสติก หรือช้อนส้อม จะถูกจัดอยู่ในหมวด "ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging Cost)" แยกต่างหาก แต่ในการคำนวณเพื่อตั้งราคาขาย (โดยเฉพาะออเดอร์เดลิเวอรี) เจ้าของร้านจำเป็นต้องนำต้นทุนทั้ง 2 ส่วนนี้มาบวกรวมกันเสมอ เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและไม่ทำให้ร้านขาดทุน


4. สำหรับร้านอาหารบุฟเฟต์ มีวิธีคำนวณ Food Cost อย่างไร?

ตอบ : ร้านบุฟเฟต์จะไม่ได้คิดต้นทุนต่อจาน แต่จะใช้วิธีหา "ต้นทุนต่อหัว (Cost per Head)" แทน โดยนำมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ไปในแต่ละวัน (หรือแต่ละเดือน) หารด้วย จำนวนลูกค้าทั้งหมดที่เข้ามาทานในรอบเวลานั้น ก็จะได้ต้นทุนเฉลี่ยต่อลูกค้า 1 คน จากนั้นนำมาเทียบกับราคาขายต่อหัว เพื่อดูว่าร้านยังมีกำไรอยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือไม่


5. การใช้ระบบ Point Of Sales (POS) ช่วยควบคุมต้นทุนวัตถุดิบได้จริงหรือ?

ตอบ : ช่วยได้จริงและเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด เพราะระบบ POS สมัยใหม่ (เช่น การใช้ Wongnai POS คู่กับ FlowAccount) จะมีฟีเจอร์ผูกสูตรอาหาร เมื่อกดรับออเดอร์ปุ๊บ ระบบจะไปตัดสต๊อกวัตถุดิบหลังบ้านให้อัตโนมัติทันที ทำให้เจ้าของร้านรู้ยอดคงเหลือแบบ Real-time และสามารถนำตัวเลขในระบบไปเทียบกับของจริงในตู้เย็นได้หากมีวัตถุดิบหายไปก็สามารถตรวจสอบเจอได้อย่างรวดเร็ว

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย

บทความที่คุณน่าจะสนใจ