วางแผนภาษีมรดก ส่งต่อมรดกอย่างไรให้ได้ประโยชน์ทางภาษีสูงที่สุด

วางแผนภาษีมรดก

เจ้าของธุรกิจที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์สินและสร้างธุรกิจอย่างมั่นคง เมื่อแก่ตัวแล้ว เราก็อยากมั่นใจว่า มรดกตกทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องจ่ายภาษีเยอะๆ ถ้าเข้าใจสิ่งนี้ ก็สามารถเริ่มต้นวางแผนได้ตั้งแต่วันนี้เลย

เจ้าของธุรกิจที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์สินและสร้างธุรกิจอย่างมั่นคง เมื่อแก่ตัวแล้ว เราก็อยากมั่นใจว่า มรดกตกทอดไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องจ่ายภาษีเยอะๆ 

 

รู้หรือไม่ เจ้าของธุรกิจเองก็สามารถวางแผนภาษีมรดกได้ ถ้าเข้าใจสิ่งนี้ ในบทความนี้ FlowAccount จะพาทุกไปทำความรู้จักภาษีมรดก และวิธีวางแผนให้ได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุด จะได้ไม่ต้องเป็นภาระแก่ลูกหลานในอนาคตค่ะ

 

ภาษีมรดกคืออะไร สำคัญอย่างไร

 

ในเบื้องต้นทุกคนน่าจะพอเข้าใจอยู่แล้วว่า เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้น ย่อมตกทอดแก่ทายาททันที 

 

มรดกของผู้ตาย ได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดต่างๆ ด้วย ซึ่งทายาทของผู้ตายต้องรับสืบทอดหนี้สินของผู้ตายไปพร้อมกับทรัพย์สิน 

 

เอาล่ะทีนี้ พอทายาทได้รับมรดกมาแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ “ภาษีมรดก” ค่ะ

 

ภาษีมรดก (Inheritance Tax) เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เจ้าของมรดกตาย และมีผู้รับมรดก ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่าผู้รับมรดกจะต้องเสียภาษีมรดกตามกฎหมายกำหนด เมื่อรับมรดกสุทธิ (ทรัพย์สิน - หนี้สิน) ไม่ว่าคราวเดียวหรือหลายคราว รวมกันแล้วมีมูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาทนั่นเอง

 

แม้ว่าภาษีมรดกจะเกิดจากให้เปล่า แต่ก็มีความแตกต่างจากภาษีการให้ เพราะ 

ภาษีจากการให้ เกิดขึ้นเมื่อของเจ้าของมรดกได้มอบทรัพย์สินในขณะที่มีชีวิตอยู่ให้กับทายาท เช่น พ่อแม่ให้กับลูกหลาน ผู้รับทรัพย์สินจะต้องเสียภาษีต่อเมื่อมูลค่าที่ได้รับเกินกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไปค่ะ

 

ความต่างของภาษีที่เกี่ยวกับการส่งมอบให้ลูกหลาน

 

สรุปง่ายๆ ก็คือ ภาษีทั้งสองตัวเกี่ยวข้องกับการให้ทรัพย์สินเหมือนกัน แต่ต่างตรงที่ ภาษีมรดกเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของทรัพย์สินตายแล้ว ส่วนภาษีจากการให้เกิดขึ้นในขณะเจ้าของทรัพย์สินมีชีวิตอยู่

 

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดกมีอะไรบ้าง

 

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีการรับมรดก เป็นทรัพย์สินที่จดทะเบียนดังต่อไปนี้

 

  1. อสังหาริมทรัพย์
  2. หลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  3. เงินฝากหรือเงินอื่นใดที่มีลักษณะอย่างเดียวกันซึ่งอยู่ในประเทศไทย ที่เจ้ามรดกมีสิทธิเรียกถอนคืนหรือสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินหรือบุคคลที่ได้รับเงินนั้นไว้
  4. ยานพาหนะที่มีหลักฐานทางทะเบียน
  5. ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา

 

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าทรัพย์สินที่ไม่จดทะเบียนอย่างเช่น ทอง เพชร เครื่องประดับ พระเครื่อง หรือของสะสม ผู้ที่รับไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นฐานภาษีเพื่อเสียภาษีมรดกนะคะ (ถือว่ารอดตัวไป…ฮ่าๆ)

 

 

อัตราภาษีมรดกเป็นอย่างไร

 

ถัดมาเรามาทำความเข้าใจอัตราภาษีมรดกกันค่ะ ในที่นี้จะขอแบ่งผู้รับมรดกออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งถ้าได้รับมรดกเกินกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ผู้รับจะต้องเสียภาษีที่อัตราต่างกันตามนี้จ้า

 

อัตราภาษีมรดก

 

อสังหาริมทรัพย์ หุ้น เงินฝาก ประเมินมูลค่ามรดกอย่างไร

 

ถัดมาเรามาดูตัวอย่างการประเมินมูลค่ามรดกสำหรับทรัพย์สินสุดฮิตที่มักส่งต่อให้ลูกหลานกัน 3 ชนิดนี้ ว่าวิธีคำนวณภาษีมรดกจะประเมินอย่างไร

 

อสังหาริมทรัพย์ หุ้น เงินฝาก ประเมินมูลค่ามรดกอย่างไร

 

ส่งต่อมรดกอย่างไรให้ได้ประโยชน์ทางภาษีสูงที่สุด

 

ส่งต่อมรดกอย่างไรให้ได้ประโยชน์ทางภาษีสูงที่สุด

 

 

1. ต้องรู้ก่อนว่ามีทรัพย์สินและหนี้สินอะไรบ้าง 

 

นอกเสียจากการทำบัญชีสำหรับธุรกิจแล้ว เจ้าของกิจการเองต้องทำบัญชีส่วนตัวด้วยนะ เพื่อสำรวจว่าตัวเองมีทรัพย์สินและหนี้สินอะไรบ้าง จะได้วางแผนส่งต่อมรดกไว้แต่เนิ่นๆ 

 

นอกจากนี้แล้ว อย่าลืมเช็กประเภททรัพย์สินที่มีว่าเป็นทรัพย์สินแบบจดทะเบียนเท่าใด และไม่จดทะเบียนเท่าใด ถ้าสมมติเช็กแล้วว่ามีทรัพย์สินจดทะเบียนมากกว่า 100 ล้านบาท และผู้รับมอบมรดกต้องเสียภาษีแน่ๆ อาจต้องวางแผนต่อในลำดับถัดไปค่ะ 

 

 

2. ก่อนตาย – ใช้ประโยชน์จากภาษีการให้

 

ถ้าไม่อยากให้ภาระภาษีตกกับลูกหลานหลังจากเสียชีวิต อาจจะวางแผนให้ทรัพย์สินบางอย่างในระหว่างมีชีวิตอยู่ เช่น ทยอยให้ทรัพย์สินลูกๆ ปีละไม่เกิน 20 ล้าน ถ้าเป็นเคสแบบนี้ ลูกๆ ก็ไม่ต้องเสียภาษีจากการให้ค่ะ

 

 

3. ทำประกันชีวิตไว้ 

 

การทำประกันชีวิต และระบุชื่อผู้รับสินไหมมรณะกรรมเป็นทายาท ลักษณะนี้จะไม่ถือเป็นมรดก เพราะเกิดขึ้นหลังผู้เอาประกันเสียชีวิต ฉะนั้น ก็เป็นอีกวิธีการนึงที่ช่วยประหยัดภาษีให้ทายาทค่ะ

 

 

4. ทำพินัยกรรม สำหรับทรัพย์สินที่เหลืออยู่

 

การทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า เป็นวิธีที่ช่วยให้ลูกหลานไม่ต้องมาทะเลาะกันในภายหลัง และที่สำคัญเรายังสามารถส่งต่อทรัพย์สินให้บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุพการี คู่สมรส หรือทายาทได้อีกด้วย 

 

โดยสรุปแล้ว การวางแผนภาษีมรดกเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ถ้าอยากส่งต่อทรัพย์สินให้ลูกหลานแบบไม่ทิ้งภาระภาษีไว้ในอนาคต อย่าลืมวางแผนภาษีมรดกไว้ล่วงหน้านะคะ

About Author

ลองใช้งานFlowAccount ฟรี 30 วันได้ง่ายๆ วันนี้
ลองใช้งานฟรีได้ง่ายๆ วันนี้
สมัครเลย

You may also like