
| การปรับเงินเดือน (Salary Adjustment) คือหนึ่งในวิธีการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ทั้งนายจ้างและพนักงานต้องให้ความสนใจ เพราะไม่เพียงแค่เกี่ยวข้องกับรายได้ของพนักงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทิศทางการเติบโตขององค์กร ความเป็นธรรมภายใน แรงจูงใจของพนักงาน และความสามารถในการแข่งแข่งในตลาดแรงงาน |
FlowAccount จะพาทุกท่านทำความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนในทุกมิติ ตั้งแต่รอบการปรับเงินเดือน ข้อกฎหมาย รวมไปถึงหลักเกณฑ์ในการปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานที่องค์กรต้องพิจารณา
เลือกอ่านได้เลย!
Toggleปรับเงินเดือน ต้องปรับปีละกี่ครั้ง ?
ในทางกฎหมายหรือข้อปฏิบัติแล้ว ไม่มีข้อกำหนดว่าจะต้องปรับฐานเงินเดือนปีละกี่ครั้ง การปรับเงินเดือนขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัทและการบริหารงบประมาณขององค์กรเป็นหลัก ซึ่งนายจ้างมีสิทธิ์ที่จะปรับหรือไม่ปรับเงินเดือนให้ลูกจ้างก็ได้ แต่ทั้งนี้ในหลายองค์กรก็มีนโยบายการปรับเงินเดือนเพื่อเป็นสวัสดิการพนักงานและเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้กับพนักงานที่ทุ่มเทในการทำงานตลอดทั้งปี
โดยส่วนใหญ่แต่ละองค์กรจะมีรูปแบบนโยบายการปรับเงินเดือนปีละ 1 ครั้ง หรือมากกว่า 1 ครั้งต่อปี ตามรอบผลการประเมินงานประจำปี เพื่อเป็นการรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรในสภาวะที่ตลาดแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นายจ้างไม่ปรับเงินเดือน ผิดกฎหมายไหม? ต้องปรับขึ้นเงินเดือนทุกปีหรือไม่
จากที่กล่าวก่อนหน้าว่า นายจ้างมีสิทธิ์ที่จะปรับหรือไม่ปรับฐานเงินเดือนของลูกจ้างก็ได้ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานของไทย นายจ้างไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปรับเงินเดือนให้ลูกจ้างในแต่ละปี เว้นแต่ว่าจะมีการระบุไว้ในสัญญาจ้างของพนักงาน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือนโยบายบริษัท
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายจ้างต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คือการจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐกำหนด หากมีการประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ และค่าจ้างของลูกจ้างต่ำกว่าอัตราที่ประกาศ นายจ้างจำเป็นต้องปรับขึ้นทันทีตามกฎหมาย แม้ว่าบริษัทจะไม่มีนโยบายปรับเงินเดือนประจำปีก็ตาม
แม้ว่าการปรับเงินเดือนจะไม่มีกฎหมายบังคับเหมือนค่าจ้างขั้นต่ำ แต่การที่นายจ้างปรับเงินเดือนให้พนักงานทุกปี จะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน ช่วยให้องค์กร รักษาคนเก่ง คนมีความสามารถให้ทำงานอยู่กับองค์กรได้นานขึ้น
ปรับเงินเดือนให้พนักงาน ใช้เกณฑ์อะไรในการประเมินได้บ้าง ?
ในปัจจุบัน หลายองค์กรมีวิธีการปรับเงินเดือนพนักงานที่ใช้กันแพร่หลาย คือ การปรับจากฐานเงินเดือนล่าสุดของพนักงาน โดยคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์หรือเป็นจำนวนเงิน และอีกวิธีหนึ่งคือ การปรับฐานเงินเดือนโดยอิงจากโครงสร้างเพดานเงินเดือนขององค์กร หรือค่ากลาง (Midpoint) ของระดับงาน ซึ่ง 2 วิธีนี้แตกต่างกันอย่างไร จะอธิบายในขั้นถัดไป
ปรับเงินเดือนจากฐานเงินเดือนล่าสุด
วิธีการปรับเงินเดือนจากฐานเงินเดือนล่าสุด เป็นวิธีการที่แต่ละองค์กรใช้กันมากที่สุด โดยผูกกับการประเมินผลทำงานของพนักงานตลอดทั้งปี โดยคำนวณเปอร์เซ็นต์ เงินเดือนเช่น ปรับขึ้น 3%, 5% หรือ 7% วิธีนี้ช่วยให้การเชื่อมโยงผลงานรายบุคคลกับผลตอบแทนที่ทำได้อย่างชัดเจน และพนักงานสามารถคำนวณผลกระทบกับรายได้ของตนเองได้ง่าย
ตัวอย่าง: พนักงานเงินเดือน 30,000 บาท ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น 5% จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น 1,500 บาท รวมเป็น 31,500 บาท
ปรับเงินเดือนจากเพดานเงินเดือนขององค์กร
อีกแนวทางหนึ่งคือ การปรับเงินเดือนโดยอิงจากโครงสร้างเงินเดือนขององค์กร หรือค่ากลาง (Midpoint) ของระดับงาน วิธีนี้ช่วยสร้างความเป็นธรรมภายใน (Internal Equity) เพราะพนักงานที่อยู่ในตำแหน่งหรือระดับเดียวกันจะได้รับการปรับขึ้นในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน แม้ว่าเงินเดือนตั้งต้นของแต่ละคนจะไม่เท่ากันก็ตาม องค์กรขนาดกลางถึงใหญ่จึงมักใช้แนวทางนี้ควบคู่กับการประเมินผลงาน
ตัวอย่าง: ระดับงานเจ้าหน้าที่อาวุโสมีค่ากลางที่ 40,000 บาท หากปรับขึ้น 5% ตามค่ากลาง ทุกคนในระดับนี้จะได้เงินเพิ่ม 2,000 บาท เท่ากันหมด ไม่ว่าคนนั้นจะมีเงินเดือนเดิมเท่าใดก็ตาม
การปรับเงินเดือนพนักงาน นายจ้างต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ?
ทาง FlowAccount ขอนำเสนอข้อที่นายจ้างต้องพิจารณาในการปรับเงินเดือนพนักงานในองค์กรไว้ 3 ข้อพิจารณา ซึ่งได้แก่ รายได้และกำไรขององค์กร, การประเมินผลงานของพนักงาน และการปรับตำแหน่งตามโครงสร้างองค์กร
รายได้และกำไรขององค์กร
ปัจจัยแรกที่องค์กรต้องพิจารณาคือรายได้และกำไรของบริษัท ความสามารถในการจ่ายถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะแม้พนักงานจะทำผลงานได้ดีเพียงใด หากองค์กรไม่มีความพร้อมทางการเงิน การปรับเงินเดือนก็อาจทำได้จำกัด บางองค์กรเลือกเชื่อมโยงการปรับเงินเดือนหรือโบนัสกับผลกำไร เช่น การแบ่งกำไรส่วนเกิน (Profit Sharing) จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ
ตัวอย่าง: บริษัทตั้งเป้ากำไร 100 ล้านบาท หากทำได้ 120 ล้านบาท ส่วนเกินจะนำมาจัดสรรเป็นเงินโบนัสหรือปรับเพิ่มฐานเงินเดือนตามสัดส่วน
การประเมินผลงานของพนักงาน
อีกปัจจัยหนึ่งคือผลการประเมินผลงานของพนักงาน หรือที่เรียกว่า Merit Increase การขึ้นเงินเดือนตามผลงาน ช่วยสร้างความรู้สึกยุติธรรม และกระตุ้นให้พนักงานพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างผลงานกับผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่าง: ใช้ระบบเกรดวัดผลงาน (Performance Rating) เช่น เกรด A ได้ปรับเงินเดือนขึ้น 10%, เกรด B ได้ปรับเงินเดือนขึ้น 8%, และเกรด C ได้ปรับเงินเดือนขึ้น 6% เป็นต้น

มีการปรับตำแหน่งตามโครงสร้างองค์กร
นอกจากนี้ การเลื่อนตำแหน่ง (Promotion) ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญของการปรับเงินเดือน เมื่อพนักงานได้รับบทบาทที่สูงขึ้น ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นควรสะท้อนผ่านค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับค่างานในโครงสร้างใหม่ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มเงินเดือนเล็กน้อยเท่านั้น
ตัวอย่าง: พนักงานบัญชีได้รับการเลื่อนตำแหน่งจาก พนักงานบัญชีอาวุโส เป็น หัวหน้าแผนกบัญชี จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบในการบริหารทีมงาน
ปรับเงินเดือน ต้องปรับเงินเดือนขั้นต่ำกี่เปอร์เซ็นต์ ?
ในเชิงกฎหมาย ไม่มีการกำหนดการคิดเปอร์เซ็นต์เงินเดือน แต่ในมุมของการบริหารทรัพยากรบุคคล องค์กรสามารถอ้างอิงข้อมูลจากการสำรวจค่าจ้างในตลาดแรงงาน (Salary Survey) เพื่อให้สามารถแข่งขันและรักษาพนักงานไว้ได้
ตามข้อมูลอัตราการปรับเงินเดือนเฉลี่ยในภาพรวมตลาดสำหรับปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 4.7% ถึง 5% ทั้งนี้อาจแตกต่างกันไปตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม อุตสาหกรรม และความต้องการแรงงานในช่วงเวลานั้น หากปรับต่ำกว่าตลาดอย่างต่อเนื่อง อาจเพิ่มความเสี่ยงในการสูญเสียพนักงานที่มีศักยภาพสูง
แนะนำโปรแกรมเงินเดือน FlowAccount ช่วยให้การจ่ายเงินเดือนพนักงานเป็นเรื่องง่าย
การบริหารเงินเดือนเปรียบเสมือนการเติมพลังให้เครื่องยนต์ขององค์กร หากองค์กรสามารถกำหนดจังหวะและรูปแบบการปรับเงินเดือนได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับความสามารถในการจ่าย พนักงานก็จะมีแรงจูงใจในการสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง และองค์กรเองก็จะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
ให้โปรแกรมเงินเดือน FlowAccount Payroll ช่วยคุณในการบริหารการปรับเงินเดือนและจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานในองค์กร สะดวกในการทำจ่ายเงินเดือนอย่างถูกต้อง HR สามารถเข้ามาแก้ไขฐานเงินเดือนของพนักงานแต่ละคน ก็ทำได้โดยง่าย ๆ เพียงไม่กี่คลิก เปลี่ยนให้การทำเงินเดือนจากที่เคยวุ่นวายให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นด้วยโปรแกรมเงินเดือน FlowAccount Payroll ทดลองใช้งานฟรี 30 วันได้เลย
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการปรับเงินเดือน
หลังจากที่เราได้อ่านบทความนี้แล้ว นอกจากจะพาคุณทำความเข้าใจทุกมิติของ “การปรับเงินเดือน” ตั้งแต่เรื่องกฎหมาย เกณฑ์การประเมิน ทาง FlowAccount ได้เตรียมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับเงินเดือนไว้แล้ว ดังต่อไปนี้
เงินเดือนขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์ คิดยังไง ?
ตอบ : หลายคนสงสัยว่าวิธีคิดเปอร์เซ็นต์เงินเดือน สำหรับเงินเดือนที่ปรับขึ้น 3% คิดอย่างไร วิธีคำนวณ คือการนำเงินเดือนปัจจุบันคูณด้วย 3 แล้วหารด้วย 100 จะได้ยอดเงินที่เพิ่มขึ้น และนำไปบวกกับฐานเงินเดือนเดิม
- วิธีคิด: (เงินเดือนปัจจุบัน x 3) ÷ 100 = ยอดเงินที่เพิ่มขึ้น
- ตัวอย่าง นาย A เงินเดือน 30,000 บาท ได้รับการปรับเงินเดือน 3% คำนวณดังนี้
(30,000 x 3) ÷ 100 = 900 บาท ดังนั้น นาย A ได้รับการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้น 900 บาท, นาย A มีฐานเงินเดือนใหม่คือ 30,900 บาท
นายจ้างสามารถปรับลดเงินเดือนลูกจ้างได้หรือไม่?
ตอบ : ในกรณีที่นายจ้างต้องการปรับลดเงินเดือนของลูกจ้าง หากดูตามกฎหมายแรงงานไทยแล้ว จะไม่สามารถทำได้โดยพลการ เพราะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้าง เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเป็นกรณีวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงที่ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายครบถ้วนแล้ว
การปรับลดเงินเดือนส่งผลต่อสิทธิประกันสังคมอย่างไร?
ตอบ : หากมีการลดเงินเดือน จำนวนเงินสมทบที่นำส่ง (5% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 875 บาท) จะลดลงตามฐานค่าจ้างจริง ซึ่งอาจส่งผลต่อการคำนวณ ตัวอย่างเช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน หรือเงินบำนาญชราภาพ ในอนาคต เนื่องจากสิทธิประโยชน์ตามประกันสังคมเหล่านี้อ้างอิงจากฐานเงินเดือนเฉลี่ยที่นำส่ง
หลังจากมีคำสั่งปรับขึ้นเงินเดือนแล้ว จะสามารถตรวจสอบยอดเงินใหม่ได้ทางไหน?
ตอบ : เมื่อการปรับโครงสร้างเงินเดือนใหม่มีผลบังคับใช้ พนักงานสามารถตรวจสอบยอดเงินเดือนฐานใหม่ รวมถึงรายได้อื่น ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงได้โดยละเอียดในสลิปเงินเดือน ของงวดการจ่ายเงินเดือนเดือนล่าสุด ซึ่งจะแจกแจงรายละเอียดรายรับ-รายจ่ายให้เห็นอย่างชัดเจน
เพิ่งได้รับการปรับฐานเงินเดือนใหม่ หากต้องการทำธุรกรรมทางการเงิน ควรใช้เอกสารชุดเดิมหรือไม่?
ตอบ : ไม่ควรใช้ เนื่องจากไม่สะท้อนรายได้ที่ถูกต้อง เพื่อให้เครดิตทางด้านการเงินของคุณดีขึ้นและสะท้อนรายได้ที่เป็นปัจจุบันที่สุด แนะนำให้คุณทำการขอหนังสือรับรองเงินเดือน ฉบับใหม่จากฝ่ายบุคคล และใช้สลิปเงินเดือน (Payslip) ที่แสดงฐานเงินเดือนล่าสุดที่ได้รับการปรับแล้ว เพื่อเป็นประโยชน์ในการหลักฐานยืนยันรายได้ที่ถูกต้องกับทางธนาคาร
About Author

ที่ปรึกษาในด้าน HR Solutions และหลงใหลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง ด้วยประสบการณ์ในสาย SaaS และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล มุ่งเน้นการเชื่อมโยงมุมมองธุรกิจกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน
