
| หลังยุคโควิด รูปแบบการทำงานขององค์กรทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างถาวร หลายบริษัทไม่ได้กลับไปเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้พนักงานทำงานทางไกล 100% เช่นกัน และจุดกึ่งกลางที่ลงตัวที่สุดของทั้งสองขั้วนี้ก็คือ Hybrid Work คือ การทำงานแบบผสมผสานที่พนักงานสลับระหว่างการเข้าออฟฟิศกับการทำงานจากที่อื่นได้ตามนโยบายที่บริษัทกำหนด |
ปัจจุบันการทำงานแบบไฮบริดไม่ได้เป็นแค่มาตรการชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นสวัสดิการที่คนทำงานยุคใหม่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกงาน บทความนี้ FlowAccount สรุปให้ครบว่า Hybrid Work คืออะไร ต่างจาก Remote Work และ Work from Home อย่างไร มีรูปแบบไหนบ้าง ข้อดี-ข้อควรระวังที่ต้องรู้ ไปจนถึงสิ่งที่องค์กรต้องเตรียมก่อนเริ่มนำมาใช้จริง
เลือกอ่านได้เลย!
ToggleHybrid Work คืออะไร ?
Hybrid Work คือรูปแบบการทำงานที่ผสมผสานระหว่างการเข้าทำงานที่ออฟฟิศกับการทำงานจากที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน, Co-working space หรือสถานที่ใดก็ได้ที่พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสัดส่วนว่าต้องเข้าออฟฟิศกี่วันและทำงานนอกออฟฟิศกี่วันนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กรที่ออกแบบให้เหมาะกับลักษณะงานของตัวเอง
โดยสิ่งที่สำคัญของ Hybrid Working คือไม่ใช่เรื่อง "สถานที่" เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความยืดหยุ่นให้พนักงานเลือกทำงานในที่ที่เหมาะกับงานตรงหน้า โดยยังรักษาช่วงเวลาที่ทีมได้เจอหน้ากันเอาไว้ เพราะงานบางประเภท เช่น การระดมความคิด การสอนงาน หรือการสร้างความสัมพันธ์ในทีม ยังทำได้ดีกว่าเมื่ออยู่ด้วยกันจริง ๆ
การทำงานแบบไฮบริดเริ่มถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในช่วงโควิด-19 ที่องค์กรจำเป็นต้องลดความหนาแน่นในออฟฟิศ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย หลายบริษัทกลับพบว่าผลลัพธ์ของงานไม่ได้ลดลง แถมพนักงานยังมีความสุขมากขึ้น รูปแบบนี้จึงถูกปรับให้กลายเป็นนโยบายถาวร และกลายเป็นหนึ่งในสวัสดิการพนักงานที่คนทำงานยุคใหม่มองหาไม่แพ้เรื่องเงินเดือน

Hybrid Work ต่างจาก Remote Work และ Work from Home อย่างไร ?
Hybrid Work, Remote Work และ Work from Home สามคำนี้ถูกใช้ปนกันบ่อยมากจนหลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่จริงแล้วมีความแตกต่างกันทั้งเรื่องความผูกพันกับออฟฟิศและระดับความยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการออกแบบนโยบายขององค์กร ลองเทียบให้เห็นภาพตามตารางนี้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Hybrid Work | Remote Work | Work from Home |
| สถานที่ทำงาน | สลับระหว่างออฟฟิศกับที่อื่น | ที่ไหนก็ได้ ไม่ผูกกับออฟฟิศ | ที่พักอาศัยเป็นหลัก |
| ความถี่ในการเข้าออฟฟิศ | มีกำหนด เช่น 2-3 วัน/สัปดาห์ | แทบไม่เข้าหรือไม่มีออฟฟิศเลย | ไม่เข้าในช่วงนั้น แต่พร้อมถูกเรียกเข้า |
| ความยืดหยุ่น | ปานกลาง เพราะอาจจะต้องมีการเดินทางเข้าออฟฟิศบ้าง | สูง เพราะแทบไม่ต้องเข้าออฟฟิศเลย | สูง เพราะแทบไม่ต้องเข้าออฟฟิศเลย |
| จุดเด่น | ได้ทั้งความยืดหยุ่นของการทำงาน โดยที่ไม่เสียวัฒนธรรมองค์กร | อิสระเต็มที่ จ้างคนได้ทั่วโลก | ประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในมุมพนักงานและองค์กร |
สรุปให้เข้าใจง่ายคือ Remote Work คือ การไม่ต้องทำงานแบบเข้าออฟฟิศเลย พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ บางบริษัทถึงขั้นไม่มีออฟฟิศและจ้างคนข้ามประเทศได้ ส่วน Work from Home (WFH) มักเป็นมาตรการชั่วคราวหรือกำหนดเป็นรายวัน เช่น ช่วงน้ำท่วมหรือวันที่พนักงานต้องรอช่างที่บ้าน แต่ Hybrid Work คือ "นโยบายถาวร" ที่ออกแบบมาให้การเข้าออฟฟิศและการทำงานนอกออฟฟิศอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีกติกาชัดเจนว่าใครต้องเข้าเมื่อไหร่ ไม่ใช่การอนุญาตเป็นครั้ง ๆ ไป
รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work มีกี่แบบ ?
Hybrid Work ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงแบบเดียว องค์กรสามารถเลือกรูปแบบการทำงาน hybrid ที่เหมาะกับลักษณะธุรกิจและวัฒนธรรมของตัวเองได้ โดยรูปแบบที่นิยมใช้กันมี 4 แบบหลัก ดังนี้
1. กำหนดวันเข้าออฟฟิศแน่นอน (Fixed Hybrid)
บริษัทกำหนดไปเลยว่าพนักงานต้องเข้าออฟฟิศวันไหนบ้าง เช่น จันทร์ถึงพุธเข้าออฟฟิศ พฤหัสบดีและศุกร์ทำงานจากที่บ้าน รูปแบบนี้เหมาะกับทีมที่ต้องประชุมหรือทำงานร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และเป็นแบบที่จัดการง่ายที่สุดสำหรับ HR เพราะรู้ล่วงหน้าว่าใครอยู่ที่ไหนในแต่ละวัน วางแผนใช้พื้นที่ออฟฟิศและนัดประชุมได้ง่าย
2. ให้พนักงานเลือกวันเอง (Flexible Hybrid)
บริษัทกำหนดเพียงจำนวนวันขั้นต่ำที่ต้องเข้าออฟฟิศต่อสัปดาห์ เช่น อย่างน้อย 2 วัน แล้วให้พนักงานหรือหัวหน้าทีมเลือกวันกันเอง รูปแบบนี้ยืดหยุ่นสูงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของแต่ละคน แต่แลกมาด้วยความจำเป็นที่ต้องมีระบบแจ้งล่วงหน้าให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมทีมรู้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหานัดประชุมแล้วคนไม่ครบ หรือเข้าออฟฟิศไปแล้วไม่เจอใครเลย
3. เข้าออฟฟิศเมื่อจำเป็น (Remote-First)
พนักงานทำงานนอกออฟฟิศเป็นหลัก และเข้าออฟฟิศเฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น ประชุมใหญ่ประจำไตรมาส การอบรม หรือกิจกรรมบริษัท รูปแบบนี้เหมาะกับทีมที่วัดผลงานจากผลลัพธ์ได้ชัดเจน เช่น ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์หรือทีมคอนเทนต์ และช่วยให้บริษัทลดขนาดพื้นที่ออฟฟิศลงได้มาก แต่ต้องลงทุนกับเครื่องมือสื่อสารออนไลน์และวัฒนธรรมการทำงานที่ชัดเจนเป็นพิเศษ
4. แบ่งตามลักษณะงาน (Role-Based Hybrid)
บางตำแหน่งต้องเข้าออฟฟิศทุกวันโดยธรรมชาติของงาน เช่น ฝ่ายผลิต ฝ่ายคลังสินค้า หรือบัญชีที่ต้องตรวจเอกสารตัวจริง ขณะที่ตำแหน่งซึ่งทำงานบนระบบดิจิทัลได้เต็มรูปแบบ เช่น การตลาด ไอที หรือฝ่ายขายที่ออกพบลูกค้า สามารถทำงานแบบไฮบริดได้
สิ่งสำคัญที่สุดของรูปแบบนี้คือ ต้องสื่อสารเหตุผลของเกณฑ์ให้ชัดเจน ว่าทำไมบางตำแหน่งถึงได้สิทธิ์และบางตำแหน่งไม่ได้ โดยอธิบายจากลักษณะงานที่จับต้องได้ ไม่ใช่จากระดับตำแหน่งหรือความสนิทสนม เพราะหากสื่อสารไม่ดี พนักงานที่ไม่ได้สิทธิ์จะเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม ซึ่งบั่นทอนขวัญกำลังใจมากกว่าการไม่มีนโยบาย Hybrid Work เสียอีก

ข้อดี-ข้อเสียของ Hybrid Work ต่อองค์กรและพนักงาน
ก่อนตัดสินใจนำ Hybrid Work มาใช้ ควรเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสียอย่างรอบคอบก่อน เพราะข้อดีข้อเสีย Hybrid Work ส่งผลต่อทั้งคนทำงานและภาพรวมขององค์กรไม่ต่างกัน
ข้อดีของการมี Hybrid Work ในองค์กร มีอะไรบ้าง ?
ฝั่งพนักงาน
- ลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เสียเวลาบนถนนวันละหลายชั่วโมง
- Work-Life Balance ดีขึ้น มีเวลาให้ครอบครัวและดูแลตัวเองมากขึ้น
- เลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับงานได้ เช่น งานที่ต้องใช้สมาธิสูงทำที่บ้าน งานที่ต้องระดมความคิดเข้าออฟฟิศ
- ยังได้เจอทีมอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนการทำงานแบบ Remote เต็มรูปแบบ
ฝั่งองค์กร
- ลดต้นทุนพื้นที่ออฟฟิศและค่าสาธารณูปโภค เพราะไม่ต้องเตรียมโต๊ะให้ทุกคนพร้อมกันทุกวัน
- เป็นสวัสดิการที่ดึงดูดและรักษาคนเก่งไว้ได้โดยไม่ต้องเพิ่มเงินเดือน
- ขยายพื้นที่การจ้างงานไปยังต่างจังหวัดได้ เปิดโอกาสเข้าถึงคนเก่งที่ไม่สะดวกย้ายเข้าเมือง
- รักษาวัฒนธรรมองค์กรไว้ได้ ต่างจาก Remote 100% ที่พนักงานอาจไม่เคยเจอหน้ากันเลย
- ธุรกิจไม่สะดุดเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 หรือโรคระบาด เพราะทีมคุ้นเคยกับการทำงานนอกออฟฟิศอยู่แล้ว
ข้อเสียหรือข้อควรระวังของการมี Hybrid Work ในองค์กร มีอะไรบ้างและแก้อย่างไร ?
- ไม่รู้ว่าใครอยู่ไหน ใครลา ใคร WFH ซึ่งทำให้นัดงานพลาดและ HR ตามข้อมูลไม่ทัน → แก้ด้วยการมีระบบลางานออนไลน์และอนุมัติที่ทุกคนเห็นตรงกัน
- สื่อสารตกหล่น และคนที่ไม่เข้าออฟฟิศรู้สึกถูกมองข้าม เพราะการตัดสินใจสำคัญมักเกิดขึ้นในบทสนทนาข้างโต๊ะทำงาน → แก้ด้วยการกำหนดให้ประชุมสำคัญเป็นออนไลน์ทั้งหมด แม้บางคนจะนั่งอยู่ในออฟฟิศเดียวกันก็ตาม
- วัดผลงานยากขึ้น เมื่อหัวหน้าไม่เห็นว่าใครนั่งทำงานอยู่ → แก้ด้วยการเปลี่ยนจากการวัดเวลานั่งโต๊ะ มาเป็นการวัดที่ผลลัพธ์และกำหนดส่งงานที่ชัดเจน
- เส้นแบ่งระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัวเบลอ จนพนักงานทำงานเกินเวลาโดยไม่รู้ตัว → แก้ด้วยการกำหนดชั่วโมงทำงานให้ชัดเจน ซึ่งยังต้องอยู่ในกรอบกฎหมายแรงงานเรื่องเวลาทำงานปกติไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และการจ่ายค่าล่วงเวลา (OT) ตามอัตราที่กำหนด
- พนักงานใหม่ปรับตัวยาก เพราะไม่มีคนให้ถามอยู่ข้าง ๆ และซึมซับวัฒนธรรมองค์กรได้ช้า → แก้ด้วยการออกแบบ Onboarding ให้เข้าออฟฟิศในช่วงแรกมากกว่าปกติ แล้วค่อยลดลงเมื่อเริ่มทำงานได้คล่อง
อยากเริ่มการทำ Hybrid Work ในองค์กร ต้องเตรียมอะไรบ้าง ?
การเริ่มนโยบาย Hybrid Work ให้สำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการประกาศว่า "ทำงานที่บ้านได้" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวางโครงสร้างรองรับให้พร้อมก่อน เพื่อไม่ให้ความยืดหยุ่นกลายเป็นความสับสน โดยมีเช็กลิสต์ 5 ข้อที่ HR และเจ้าของธุรกิจควรเตรียม ดังนี้
- มีระบบลางานออนไลน์และแจ้ง WFH ที่เป็นระบบเดียวกันทั้งองค์กร: ข้อนี้สำคัญที่สุดและเป็นจุดที่หลายองค์กรพลาด เพราะยังใช้วิธีแจ้งผ่านแชทกลุ่มหรือบอกปากเปล่า ทำให้ HR ไล่ตามข้อมูลไม่ทัน ไม่รู้ว่าใครลาไปแล้วกี่วัน และข้อมูลไม่เชื่อมกับการคำนวณเงินเดือน สุดท้ายความยืดหยุ่นที่ตั้งใจให้กลับกลายเป็นภาระของฝ่ายบุคคลแทน
- กำหนดนโยบายเป็นลายลักษณ์อักษร: ระบุให้ชัดว่าต้องเข้าออฟฟิศกี่วัน วันไหน ช่วงเวลาใดที่ทุกคนต้องติดต่อได้ และเกณฑ์ของแต่ละตำแหน่งเป็นอย่างไร เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันและลดการตีความกันเอง
- เตรียมระบบการทำงานให้พร้อม: ทั้งระบบประชุมออนไลน์ การแชร์ไฟล์ และเครื่องมือติดตามงาน เช่น Google Workspace เพราะเมื่อทีมไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน ข้อมูลทุกอย่างจะต้องอยู่บนระบบคลาวด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้เท่ากัน (ตอนนี้ FlowAccount มีบริการจำหน่าย Google Workspace ด้วย สนใจดูข้อมูลคลิกที่นี่)
- ทบทวนสิทธิ์วันลาและการนับเวลาทำงาน: สิทธิ์วันลาต่าง ๆ ยังต้องเป็นไปตามกฎหมายเหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าพนักงานจะทำงานที่ออฟฟิศหรือที่บ้าน ทั้งลาพักร้อน ลากิจ และวันหยุดตามประเพณี องค์กรจึงควรทบทวนว่านโยบายภายในยังสอดคล้องกับกฎหมายอยู่หรือไม่
จัดการวันลาและ WFH ให้เป็นระบบพร้อมเริ่ม Hybrid Work ในบริษัทคุณ ด้วย FlowAccount Payroll
สรุปแล้ว Hybrid Work คือ การทำงานแบบผสมระหว่างการเข้าออฟฟิศกับการทำงานนอกออฟฟิศ โดยองค์กรที่อยากจะเริ่มทำ ต้องทำการเลือกรูปแบบการ Hybrid Work ตั้งแต่กำหนดวันตายตัวไปจนถึงแบ่งตามลักษณะงาน แต่จุดชี้ขาดว่า Hybrid Work จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่นโยบายบนกระดาษ หากอยู่ที่ระบบหลังบ้านที่ทำให้ทุกคนในองค์กรรู้ตรงกันว่าวันนี้ใครอยู่ไหน ใครลา และใคร Work from Home
ระบบลางานออนไลน์ของ FlowAccount Payroll ตอบโจทย์องค์กรที่ทำงานแบบ Hybrid Work หรือกำลังจะเริ่มนำมาใช้โดยเฉพาะ
- พนักงานแจ้งลาหรือแจ้งวันที่ต้องการ Work from Home ได้จากมือถือ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ที่ออฟฟิศ หรือที่ไหนก็ตาม ทำให้ทีมที่ทำงานแบบ Hybrid Work แจ้งการทำงานนอกสถานที่ล่วงหน้าได้ทันที ไม่ต้องรอกลับเข้าออฟฟิศเพื่อเขียนใบลา
- หัวหน้างานได้รับแจ้งเตือนและกดอนุมัติได้ทันทีจากมือถือ ติดตามสถานะการทำงานนอกสถานที่ หรือแม้แต่การลาของพนักงาน โดยไม่ต้องรอเจอตัวหรือทักไปถามพนักงานแต่ละคนเอง
- ทุกการลาถูกบันทึกเป็นระบบ พนักงานและหัวหน้าดูวันลาคงเหลือได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การทำงานในองค์กรเป็นระบบมากขึ้น แม้ทีมจะทำงานอยู่คนละสถานที่ก็ตาม
ในด้านค่าใช้จ่าย ระบบลางานออนไลน์ของ FlowAccount เป็นบริการเสริม (Add-on) ราคา 249 บาทต่อเดือน หรือเหมาจ่ายรายปี 2,990 บาทต่อปี สมัครเพิ่มได้กับ FlowAccount ทุกแพ็กเกจ ดูรายละเอียดและทดลองใช้ได้ที่ flowaccount.com/payroll
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ Hybrid Work
Q: Hybrid Work กับ Remote Work ต่างกันอย่างไร แบบสั้น ๆ ?
A: Hybrid Work ยังมีออฟฟิศและมีวันที่พนักงานต้องเข้าไปทำงานตามที่บริษัทกำหนด ส่วน Remote Work ไม่ผูกกับออฟฟิศเลย พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ 100% บางองค์กรถึงขั้นไม่มีออฟฟิศเป็นของตัวเอง
Q: ทำงานแบบ Hybrid Work นายจ้างยังต้องให้สิทธิ์วันลาตามกฎหมายไหม ?
A: ต้องให้ครบเหมือนเดิมทุกประการ เพราะกฎหมายแรงงานคุ้มครองตามสถานะความเป็นลูกจ้าง ไม่ได้ผูกกับสถานที่ทำงาน ดังนั้นทั้งลาป่วย ลากิจ ลาพักร้อน และวันหยุดตามประเพณี พนักงานที่ทำงานแบบไฮบริดยังคงได้รับสิทธิ์เต็มจำนวนเช่นเดียวกับพนักงานที่เข้าออฟฟิศทุกวัน
Q: วัน WFH ถือเป็นวันลาหรือไม่ ?
A: ไม่ถือว่าเป็นวันลา เพราะ Work from Home คือวันทำงานปกติที่เพียงเปลี่ยนสถานที่ทำงาน พนักงานยังต้องทำงานและรับผิดชอบงานตามเดิม ต่างจากวันลาที่พนักงานไม่ได้ทำงาน อย่างไรก็ตาม องค์กรควรมีระบบให้แจ้งและอนุมัติวัน WFH เหมือนกับการลา เพื่อให้ทุกคนรู้สถานะของทีมและวางแผนงานร่วมกันได้
Q: Hybrid Work เหมาะกับธุรกิจแบบไหน ?
A: เหมาะกับงานที่ทำบนระบบดิจิทัลได้ เช่น การตลาด, ไอที, เอเจนซี่ ฯลฯ ส่วนธุรกิจที่ต้องอยู่หน้างาน เช่น ร้านอาหาร โรงงาน หรือหน้าร้าน อาจนำมาใช้ได้เฉพาะบางตำแหน่งที่ทำงานเอกสารหรืองานสำนักงานเป็นหลัก
Q: บริษัทเล็กเริ่ม Hybrid Work ได้ไหม ต้องลงทุนเยอะหรือเปล่า ?
A: เริ่มได้ และมักง่ายกว่าองค์กรใหญ่เสียอีกเพราะสื่อสารกันได้เร็วและปรับนโยบายได้ทันที สิ่งที่ต้องลงทุนจริง ๆ คือนโยบายที่ชัดเจนและระบบจัดการวันลา/WFH ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลือกราคาหลักร้อยบาทต่อเดือนอย่างเช่น FlowAccount Payroll โปรแกรมเงินเดือนและระบบลางานออนไลน์
About Author

ที่ปรึกษาในด้าน HR Solutions และหลงใหลในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง ด้วยประสบการณ์ในสาย SaaS และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล มุ่งเน้นการเชื่อมโยงมุมมองธุรกิจกับเทคโนโลยี เพื่อสร้างโซลูชันที่ใช้งานได้จริงและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน
