จรรยาบรรณวิชาชีพที่นักบัญชีควรรู้ มีอะไรบ้าง?

จรรยาบรรณนักบัญชี

อาชีพนักบัญชีไม่ได้มีหน้าที่เพียงบันทึกตัวเลขหรือจัดทำงบการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ต้องดูแลข้อมูลสำคัญของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาษี เงินเดือน หรือข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของทั้งเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน เจ้าหนี้ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ

ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจึงต้องปฏิบัติงานภายใต้ จรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อให้ข้อมูลทางบัญชีมีความน่าเชื่อถือ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่นำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งาน

 

แล้วจรรยาบรรณนักบัญชีคืออะไร มีหลักสำคัญอะไรที่ต้องปฏิบัติตาม และหากนักบัญชีละเมิดจรรยาบรรณจะมีผลอย่างไร บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกันค่ะ


เลือกอ่านได้เลย!

จรรยาบรรณวิชาชีพนักบัญชี คืออะไร?


จรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี คือ หลักความประพฤติและแนวทางในการปฏิบัติงานที่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องยึดถือ เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเหมาะสม มีความน่าเชื่อถือ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้ข้อมูลหรือวิชาชีพบัญชีโดยรวม

 

จรรยาบรรณจึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับเรื่องว่า “ทำบัญชีถูกหรือผิด” เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงพฤติกรรมในการทำงาน เช่น การปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์ การไม่บิดเบือนข้อมูล การรักษาความลับของลูกค้า การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงการรักษาความรู้ความสามารถของตนเองให้เหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ

 

สำหรับประเทศไทย ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและหลักจรรยาบรรณที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางจรรยาบรรณของวิชาชีพบัญชีในระดับสากล


หลักจรรยาบรรณวิชาชีพที่นักบัญชีต้องยึดถือ มีอะไรบ้าง?


หลักจรรยาบรรณวิชาชีพที่นักบัญชีต้องยึดถือ มีอะไรบ้าง?


ตามข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี ว่าด้วยจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2569 กำหนดหลักการพื้นฐานของจรรยาบรรณไว้ 6 ข้อ ได้แก่


1. ความซื่อสัตย์สุจริต

นักบัญชีต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือน ปกปิด หรือจัดทำข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งบการเงินเกิดความเข้าใจผิด

ตัวอย่างเช่น หากพบว่ามีรายการบัญชีที่บันทึกไม่ถูกต้อง ก็ควรแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบและดำเนินการแก้ไขอย่างเหมาะสม ไม่ควรแก้ไขหรือบันทึกตัวเลขตามความต้องการของบุคคลใด หากรายการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง


2. ความเที่ยงธรรมและความเป็นอิสระ

นักบัญชีต้องใช้ดุลยพินิจในการทำงานอย่างเป็นกลาง โดยไม่ปล่อยให้อคติ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรืออิทธิพลจากบุคคลอื่นเข้ามากระทบต่อการตัดสินใจทางวิชาชีพ

โดยเฉพาะงานที่จำเป็นต้องอาศัยความเป็นอิสระ เช่น งานสอบบัญชี นักบัญชีต้องพิจารณาด้วยว่ามีความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ใดที่อาจกระทบต่อความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานหรือไม่


3. ความรู้ ความสามารถ ความเอาใจใส่ และการรักษามาตรฐานในการปฏิบัติงาน

นักบัญชีต้องมีความรู้และความสามารถที่เหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ พร้อมปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

เนื่องจากมาตรฐานการบัญชี กฎหมายภาษี กฎระเบียบ รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ นักบัญชีจึงควรพัฒนาความรู้และติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

หากได้รับงานที่อยู่นอกเหนือความรู้หรือประสบการณ์ของตน ก็ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอคำปรึกษาจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม


4. การรักษาความลับ

ในการทำงาน นักบัญชีสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของกิจการได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ต้นทุน กำไร เงินเดือนพนักงาน ข้อมูลลูกค้า สัญญาทางธุรกิจ หรือแผนการดำเนินงานในอนาคต

นักบัญชีจึงต้องรักษาความลับของข้อมูลที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน ไม่เปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น


5. พฤติกรรมทางวิชาชีพ

นักบัญชีต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้วิชาชีพบัญชีเสื่อมเสียชื่อเสียง

ตัวอย่างเช่น ไม่กล่าวอ้างคุณสมบัติ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่ตนเองไม่มี ไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการที่อาจทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด และไม่ให้ความร่วมมือกับการจัดทำข้อมูลหรือเอกสารที่ทราบว่าไม่ถูกต้อง


6. ความโปร่งใส

นักบัญชีต้องปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส สามารถอธิบายเหตุผลและที่มาของการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม รวมถึงไม่ปกปิดข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่สำคัญจนทำให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจผิด

ในทางปฏิบัติ เช่น ตัวเลขทางบัญชีควรมีข้อมูลหรือหลักฐานประกอบที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และหากมีรายการที่ต้องใช้การประมาณการหรือดุลยพินิจ ก็ควรมีเหตุผลและข้อมูลที่เหมาะสมรองรับ


ตัวอย่างการละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพนักบัญชี


เรื่องจรรยาบรรณอาจดูเป็นหลักการกว้าง ๆ แต่ในความเป็นจริงสามารถเกิดขึ้นได้จากสถานการณ์ใกล้ตัวในการทำงาน ตัวอย่างเช่น

  • บันทึกหรือแก้ไขตัวเลขทางบัญชีทั้งที่ทราบว่าไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
  • จงใจปกปิดรายการหรือข้อมูลสำคัญเพื่อทำให้งบการเงินแสดงผลตามที่ผู้บริหารต้องการ
  • เปิดเผยข้อมูลทางการเงิน เงินเดือน หรือข้อมูลสำคัญของลูกค้าให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • นำข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้าหรือจากการทำงานไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
  • รับงานที่ตนเองไม่มีความรู้หรือความสามารถเพียงพอ โดยไม่ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ
  • ปล่อยให้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือผลประโยชน์ทางการเงินมีผลต่อการใช้ดุลยพินิจในการทำงาน
  • ไม่ติดตามกฎหมายหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง จนทำให้งานที่จัดทำไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าการกระทำใดถือเป็น การประพฤติผิดจรรยาบรรณ หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและสถานการณ์แวดล้อมของแต่ละกรณีประกอบด้วย


ผลกระทบเมื่อไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ


การไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณไม่ได้กระทบเพียงตัวนักบัญชีเท่านั้น แต่อาจส่งผลต่อกิจการ ลูกค้า ผู้ใช้งบการเงิน และความน่าเชื่อถือของวิชาชีพบัญชีโดยรวม

ตัวอย่างผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่


1. ข้อมูลทางบัญชีขาดความน่าเชื่อถือ
หากมีการบิดเบือนหรือปกปิดข้อมูล งบการเงินและรายงานต่าง ๆ อาจไม่สะท้อนฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการอย่างเหมาะสม ทำให้ผู้บริหาร นักลงทุน เจ้าหนี้ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไปใช้ในการตัดสินใจ


2. เกิดความเสียหายต่อธุรกิจหรือลูกค้า
การเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับ หรือการปฏิบัติงานโดยขาดความรู้ ความสามารถ หรือความระมัดระวังที่เหมาะสม อาจสร้างความเสียหายทั้งด้านการเงินและชื่อเสียงให้แก่ลูกค้าหรือองค์กร


3. กระทบต่อความน่าเชื่อถือของนักบัญชี
วิชาชีพบัญชีเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความไว้วางใจ หากนักบัญชีขาดความซื่อสัตย์หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากลูกค้า นายจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้อง


4. อาจได้รับโทษทางวิชาชีพหรือทางกฎหมาย
หากการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับจรรยาบรรณหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีอาจเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางจรรยาบรรณ และหากการกระทำนั้นเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายอื่นด้วย ก็อาจมีความรับผิดตามกฎหมายนั้นเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี


จรรยาบรรณนักบัญชี เกี่ยวข้องกับกฎหมายและข้อบังคับอะไรบ้าง?


ในประเทศไทย จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีไม่ได้เป็นเพียงแนวทางในการปฏิบัติงานเท่านั้น แต่ยังมีกฎหมายและข้อบังคับทางวิชาชีพที่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องปฏิบัติตาม


กฎหมาย ข้อบังคับ และแนวทางสำคัญที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้


1. พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547

เป็นกฎหมายหลักที่กำหนดกรอบการประกอบวิชาชีพบัญชีในประเทศไทย รวมถึงอำนาจหน้าที่ของสภาวิชาชีพบัญชี และการกำกับดูแลด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี


2. ข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี ว่าด้วยจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2569

เป็นข้อบังคับฉบับปัจจุบันที่กำหนดหลักเกณฑ์ด้านจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยกำหนด หลักการพื้นฐานของจรรยาบรรณไว้ 6 ข้อ ตามที่กล่าวมาข้างต้น


3. คู่มือประมวลจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

นอกจากข้อบังคับแล้ว ยังมีคู่มือประมวลจรรยาบรรณที่ช่วยให้ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีนำหลักจรรยาบรรณไปใช้กับสถานการณ์จริง โดยใช้กรอบแนวคิดในการ ระบุ ประเมิน และจัดการอุปสรรค ที่อาจทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานของจรรยาบรรณได้


FlowAccount ช่วยหาสำนักงานบัญชีมืออาชีพ ที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

การเลือกสำนักงานบัญชีที่มีความรู้และประสบการณ์เหมาะกับธุรกิจ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การจัดทำบัญชีเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นระบบ FlowAccount ช่วยหาสำนักงานบัญชี ที่เหมาะกับความต้องการของธุรกิจ เพื่อให้เจ้าของกิจการสามารถเลือกสำนักงานบัญชีและผู้ทำบัญชีที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

นอกจากช่วยจัดการบัญชีด้วยระบบบัญชีออนไลน์แล้ว FlowAccount ยังมีเครือข่ายสำนักงานบัญชีที่ใช้งานระบบ FlowAccount ให้ธุรกิจสามารถค้นหาและเลือกสำนักงานบัญชีที่เหมาะกับรูปแบบการทำงานของตัวเอง พร้อมทำงานร่วมกันบนข้อมูลบัญชีในระบบเดียว ช่วยให้การส่งต่อข้อมูลและประสานงานด้านบัญชีสะดวกยิ่งขึ้น



จรรยาบรรณวิชาชีพบัญชีเป็นหลักสำคัญที่นักบัญชีต้องยึดถือในการทำงาน เพื่อให้ข้อมูลทางบัญชีมีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนักบัญชีควรยึดหลักสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต ความเที่ยงธรรมและความเป็นอิสระ ความรู้ความสามารถและการรักษามาตรฐาน การรักษาความลับ พฤติกรรมทางวิชาชีพ และความโปร่งใส

นอกจากการรู้หลักจรรยาบรรณแล้ว นักบัญชียังควรปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหมั่นพัฒนาความรู้และติดตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันความผิดพลาดและรักษาความน่าเชื่อถือของทั้งตนเอง องค์กร และวิชาชีพบัญชี



คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ จรรยาบรรณนักบัญชี


1. จรรยาบรรณวิชาชีพที่นักบัญชีสำคัญอย่างไร?

ตอบ: จรรยาบรรณช่วยให้นักบัญชีมีแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสมและน่าเชื่อถือ เพราะนักบัญชีเป็นผู้ดูแลข้อมูลสำคัญของกิจการและต้องใช้ดุลยพินิจในการทำงาน จึงช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เจ้าของธุรกิจและผู้ใช้ข้อมูลทางการเงิน


2. หากนักบัญชีทำผิดจรรยาบรรณต้องทำอย่างไร?

ตอบ: หากพบหรือสงสัยว่านักบัญชีอาจประพฤติผิดจรรยาบรรณ ควรรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการพิจารณาว่าเป็นการผิดจรรยาบรรณหรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี โดยสามารถศึกษาหลักเกณฑ์และช่องทางการร้องเรียนต่อสภาวิชาชีพบัญชีเพิ่มเติมได้


3. เจ้าของธุรกิจตรวจสอบนักบัญชีได้อย่างไร?

ตอบ: เจ้าของธุรกิจควรตรวจสอบคุณสมบัติและสถานะทางวิชาชีพของผู้ที่รับผิดชอบงานบัญชี รวมถึงพิจารณาวิธีการทำงาน เช่น มีการขอเอกสารและหลักฐานอย่างครบถ้วนหรือไม่ สามารถอธิบายที่มาของตัวเลขได้หรือไม่ และมีการแจ้งประเด็นทางบัญชีหรือภาษีที่สำคัญให้กิจการทราบอย่างเหมาะสมหรือไม่


4. นักบัญชีสามารถเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าได้หรือไม่?

ตอบ: โดยหลักแล้ว นักบัญชีมีหน้าที่รักษาความลับของข้อมูลที่ได้รับจากการปฏิบัติงาน และไม่ควรเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายหรือข้อกำหนดทางวิชาชีพกำหนดให้เปิดเผย


5. นักบัญชีต้องรักษาจรรยาบรรณเฉพาะตอนทำงานให้ลูกค้าหรือไม่?

ตอบ: ไม่ใช่เพียงช่วงที่ให้บริการลูกค้าเท่านั้น หลักจรรยาบรรณบางเรื่องยังคงต้องปฏิบัติตามแม้สิ้นสุดความสัมพันธ์ทางวิชาชีพแล้ว เช่น การรักษาความลับ นักบัญชียังคงต้องรักษาข้อมูลของลูกค้าเดิม และไม่นำข้อมูลดังกล่าวไปเปิดเผยหรือใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย