สเตทเม้น (Bank Statement) คืออะไร มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่ออย่างไร

สเตทเม้น (Bank Statement) คืออะไร

ในปัจจุบัน หลายคนเลือกขอสินเชื่อเพื่อสร้างโอกาสให้กับชีวิตและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน ซื้อรถ ชำระค่าเล่าเรียน ปิดภาระหนี้เดิม หรือขยายกิจการให้เติบโตมากขึ้น สินเชื่อจึงไม่ได้หมายถึงภาระทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมสภาพคล่อง วางแผนอนาคต และต่อยอดเป้าหมายให้เกิดขึ้นได้จริง

แต่รู้หรือไม่ ธนาคารไม่ได้ตัดสินใจให้สินเชื่อเงินกู้จากเหตุผลในการกู้ แต่พิจารณาจาก “ความสามารถในการชำระหนี้” และเอกสารที่สะท้อนเรื่องนี้ชัดที่สุดคือ สเตทเม้น (Bank Statement)

 

บทความนี้ จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่าสเตทเม้นคืออะไร? สเตทเม้นสำคัญอย่างไรต่อการอนุมัติสินเชื่อ? และถ้าผู้ประกอบการอยากขอสินเชื่อให้ผ่านควรเตรียมสเตทเม้นอย่างไรดี? เพื่อเป็น “ประตู” สู่โอกาสการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง


เลือกอ่านได้เลย!

สเตทเม้น (Bank Statement) คืออะไร ?

 

สเตทเม้น (Bank Statement) หรือ รายการเดินบัญชีธนาคาร คือ เอกสารสรุปรายการเงินเข้า–ออกในบัญชีธนาคารตามช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 3 เดือน 6 เดือน หรือ 12 เดือนย้อนหลัง 

 

ในเอกสารจะประกอบด้วย:

  • ยอดเงินต้นงวด
  • รายการเงินเข้า (Credit)
  • รายการเงินออก (Debit)
  • ยอดคงเหลือปลายงวด

 

พูดง่าย ๆ สเตทเม้น คือ “ประวัติการเงิน” ของเรา ด้วยเหตุผลนี้ธนาคารจึงใช้สเตทเม้นเป็นหลักฐาน ในการวิเคราะห์กระแสเงินสดและพฤติกรรมการเงินย้อนหลังก่อนที่จะอนุมัติสินเชื่อ


สเตทเม้นสำคัญอย่างไร?

 

สเตทเม้นมีบทบาทสำคัญในการที่ธนาคารใช้ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจ ดังนี้

  • มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเท่าไร ธนาคารไม่ได้ดูแค่รายได้เดือนล่าสุด แต่ดูแนวโน้มรายได้ย้อนหลังด้วย
  • รายได้สม่ำเสมอหรือไม่ รายได้บางเดือนสูง บางเดือนหายไปเลย แบบนี้เสี่ยงที่จะจ่ายชำระหนี้บ้างเดือนไม่ได้
  • เงินเข้าแล้วเหลือไหม ถ้าเงินเข้าแล้วออกในจำนวนเกือบเท่ากันทุกเดือน แปลว่ากระแสเงินสดตึงตัวมาก
  • มีภาระผ่อนอะไรอยู่แล้วบ้าง ยอดตัดบัญชีรายเดือนจะสะท้อนภาระหนี้ที่กิจการมีอยู่ เช่น ค่าประกัน ค่าดอกเบี้ยและสินเชื่ออื่นๆ 
  • พฤติกรรมหมุนเงินผิดปกติไหม เช่น โอนเงินเข้า–ออก ก้อนเท่ากันในวันเดียวกันหลายครั้งเพื่อตกแต่งบัญชี

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงสรุปได้ว่า สเตทเม้นมีความสำคัญมากสำหรับธนาคารในการประเมินความเสี่ยงธุรกิจ ในแง่รายได้ วินัยทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้ของกิจการ 


ข้อมูลอะไรบ้าง ที่ต้องมีบนสเตทเม้น

 

สเตทเม้นที่ถูกต้องและใช้ยื่นขอสินเชื่อได้ ต้องมีข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน และตรวจสอบได้ ดังนี้

  • ข้อมูลเจ้าของบัญชี ชื่อ–นามสกุลหรือชื่อบริษัท เลขที่บัญชี และประเภทบัญชี เพื่อยืนยันว่าเป็นบัญชีของผู้ยื่นจริง
  • ช่วงวันที่ของรายงาน ระบุชัดว่าเป็นรายการตั้งแต่วันที่ใดถึงวันที่ใด และต้องต่อเนื่องตามที่ขอ (เช่น ย้อนหลัง 6 เดือน)
  • ยอดต้นงวด (Beginning Balance) ยอดเงินคงเหลือยกมาจากรอบก่อนหน้า ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการคำนวณ
  • รายละเอียดรายการเคลื่อนไหว แสดงวันที่ทำรายการ รายละเอียดธุรกรรม จำนวนเงินเข้า (Credit) เงินออก (Debit) และยอดคงเหลือหลังแต่ละรายการ
  • ยอดคงเหลือปลายงวด (Ending Balance) แสดงฐานะเงินในบัญชี ณ สิ้นรอบบัญชี
  • การรับรองจากธนาคาร (กรณียื่นสินเชื่อ) เช่น ตราประทับ ลายเซ็นรับรอง หรือไฟล์ e-Statement ที่ออกจากระบบธนาคารโดยตรง

 

หากข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือช่วงเวลาไม่ต่อเนื่อง อาจทำให้เสียเวลาในการขออนุมัติสินเชื่อได้ เช่น หากธนาคารขอสเตทเม้นย้อนหลัง 6 เดือน แต่เอกสารที่ยื่นขาดไป 1 เดือน ธนาคารอาจขอเอกสารใหม่ทันที เพราะไม่สามารถวิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจได้ครบถ้วน


สเตทเม้นที่ดีควรประกอบด้วยอะไรบ้าง?

 

สเตทเม้นที่ดีในมุมมองของการขอสินเชื่อ อาจไม่จำเป็นต้องมียอดเงินสูงมาก แต่ควรมีลักษณะดังนี้

  • รายได้สม่ำเสมอและตรวจสอบได้ มีเงินเข้าเป็นประจำ แหล่งที่มาชัดเจน ไม่ขึ้นลงผิดปกติ
  • กระแสเงินสดเป็นบวก เงินเข้าเฉลี่ยมากกว่าเงินออก 
  • ปลายเดือนควรมีเงินเหลือ ไม่ใกล้ศูนย์หรือเฉียดติดลบบ่อย
  • ธุรกรรมสอดคล้องกับอาชีพ ไม่มีการหมุนเงินสร้างยอด เช่น หากเป็นธุรกิจร้านตัดผม ยอดรายได้ควรจะเป็นหลักร้อยหรือพันหลายๆ รายการ ไม่ใช่หลักแสนหรือล้าน 
  • สะท้อนกำลังผ่อนชำระหนี้ได้จริง หลังหักค่าใช้จ่ายและภาระหนี้เดิม ยังมีเงินพอรับภาระใหม่

สเตทเม้นแบบไหนที่ลดโอกาสผ่านการพิจารณาสินเชื่อ

 

เหมือนกับคนทั่วไปที่พิจารณาให้เงินกู้กับใครสักคน ถ้าเรากลัวว่าผู้กู้จะไม่จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยคืน ก็มักจะตัดไฟเสียแต่ต้นลม คือ ไม่ยอมให้กู้ตั้งแต่แรก ธนาคารเองก็เช่นกัน เมื่อสเตทเม้นเดินบัญชีของกิจการมีรายการที่น่าสงสัยเกี่ยวความมั่นคงและน่าเชื่อถือทางการเงินแล้วล่ะก็ มักจะถูกตัดคะแนนไม่ให้ผ่านการอนุมัติสินเชื่อ ดังนี้

  • เงินเข้า–ออกจำนวนเท่ากันภายในวันเดียวกันบ่อย ๆ
  • ยอดเงินคงเหลือต่ำมากเกือบทุกวัน
  • มีการดึงเงินสดออกทันทีหลังเงินเข้า
  • มีเช็คคืนหรือหักบัญชีไม่ผ่าน
  • รายได้ไม่สม่ำเสมออย่างมาก

 

ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ ธนาคารอาจตีความว่า “ความสามารถในการชำระหนี้ไม่มั่นคง” 


เคล็ดลับเทคนิคเดินสเตทเม้นอย่างไรให้ขอสินเชื่อผ่านฉลุย

 

  1. ใช้บัญชีเดียวเป็นหลักในการรับรายได้ 
  2. หลีกเลี่ยงการหมุนเงินสร้างภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาก่อนยื่นขอกู้
  3. พยายามให้ยอดคงเหลือในบัญชีเฉลี่ยสูงพอสมควร
  4. อย่าให้บัญชีติดลบบ่อยๆ
  5. เตรียมสเตทเม้นย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน

 

ที่สำคัญที่สุด คือ ทำธุรกิจให้มีกระแสเงินสดจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขสวยในงบกำไรขาดทุน เพราะสุดท้ายแล้วการรายงานยอดขายที่สวยหรู อาจไม่สู้ความสามารถในการชำระเงินจากกระแสเงินสดจริงๆ ของกิจการ


วิธีขอสเตทเม้น (Bank Statement) จากธนาคาร

 

ในปัจจุบัน การขอสเตทเม้นสามารถทำได้หลายช่องทาง ได้แก่


วิธีขอสเตทเม้น (Bank Statement) จากธนาคาร


ถ้าใช้ยื่นสินเชื่อ แนะนำให้เช็กก่อนว่า “ธนาคารผู้ให้กู้” ต้องการเอกสารแบบรับรองหรือไม่ เพราะบางกรณี e-Statement จากแอปอาจยังไม่เพียงพอ

 

หลายธุรกิจมีกำไรในงบกำไรขาดทุน แต่ยื่นขอสินเชื่อไม่ผ่าน เพราะไม่เดินบัญชีผ่าน Bank Statement และไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ FlowAccount Bank Reconcile คือ ฟังก์ชั่นกระทบยอดธนาคาร ที่เป็นตัวช่วยกระทบยอดบัญชีธนาคารหลายรายการอย่างอัตโนมัติ ช่วยให้บันทึกข้อมูลรายรับ–รายจ่ายเป็นระบบ ตรวจสอบได้ และเพิ่มความน่าเชื่อถือเมื่อต้องใช้สเตทเม้นประกอบการขอสินเชื่อ

 

สินเชื่ออาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่หลายคนเลือกใช้เมื่อต้องการขยายธุรกิจหรือเพิ่มสภาพคล่อง อย่างไรก็ตาม การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลในการกู้อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการชำระหนี้” ซึ่งธนาคารจะประเมินจากตัวสเตทเม้น (Bank Statement) เป็นหลัก

 

ดังนั้น หากมีแผนจะยื่นขอสินเชื่อ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่แค่การเตรียมเอกสารให้ครบแต่คือ “คุณภาพของสเตทเม้น” เพราะถือเป็นภาพสะท้อนความสม่ำเสมอของรายรับ–รายจ่าย และความมั่นคงทางการเงินที่สถาบันการเงินใช้ประกอบการตัดสินใจโดยตรง



คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ สเตทเม้น (Bank Statement)


1. นอกจากสเตทเม้น (Bank Statement) ธนาคารดูเอกสารอะไรประกอบในการอนุมัติสินเชื่อ

ตอบ: ธนาคารจะดูความมั่นคงทางการเงิน และความสามารถในการจ่ายชำระเงินกู้ของกิจการผ่านสเตทเม้นย้อนหลัง และงบการเงินของบริษัท ประกอบกับฐานะการเงินของกรรมการ เจ้าของกิจการและทรัพย์สิน ความสามารถในการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าว


2.  ควรใช้บัญชีรับ-จ่ายเงินธุรกิจ เป็นเดียวกับบัญชีส่วนตัวหรือไม่ เพราะอะไร?

ตอบ: ควรแยกบัญชีธุรกิจกับบัญชีส่วนตัวให้ชัดเจน เพื่อให้รายได้–รายจ่ายโปร่งใส วิเคราะห์ง่าย และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการยื่นของเงินกู้


3. รายได้ไม่เท่ากันทุกเดือน จะกู้ยากไหม?

ตอบ: ไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกเดือน แต่ควรมีความต่อเนื่อง และเฉลี่ยแล้วมีกระแสเงินสดเพียงพอรองรับภาระผ่อนจ่ายเงินกู้และดอกเบี้ย


4. ต้องใช้สเตทเม้นย้อนหลังนานแค่ไหน?

ตอบ: โดยทั่วไปธนาคารขอย้อนหลัง 3–6 เดือน บางประเภทสินเชื่ออาจขอ 12 เดือน ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละธนาคาร


5. ใช้สเตทเม้นจากแอปธนาคารได้ไหม?

ตอบ: ได้ในบางกรณี แต่บางครั้งอาจต้องใช้เอกสารที่มีการรับรองเพิ่มเติม 


6. เงินเข้าก้อนใหญ่ก่อนยื่นกู้ช่วยให้ผ่านง่ายขึ้นไหม?

ตอบ: ไม่เสมอไป ธนาคารจะดูความสม่ำเสมอระยะยาวของกิจการ มากกว่ารายได้ก้อนใหญ่ชั่วคราวก่อนยื่นขอเงินกู้

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย