ฟรีแลนซ์จะสมัครประกันสังคมได้ไหม

ฟรีแลนซ์จะสมัครประกันสังคมได้ไหม

ฟรีแลนซ์สามารถรับสิทธิประกันสังคมได้ตามมาตรา 40 โดยมีเงื่อนไขคือเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ซึ่งสามารถจ่ายเงินสมทบประกันสังคมได้ 3 ทางเลือกคือ จ่าย 100 บาท 150 บาท และ 450 บาท ตามลำดับ

คนวัยทำงานหลายคนเลือกเส้นทางการเป็นฟรีแลนซ์ เพราะเห็นโอกาสทั้งในเรื่องเวลาและอิสระในการเลือกรับงานที่ตนเองถนัดได้มากกว่าการเป็นพนักงานประจำ 

 

เราจึงเห็นคนรุ่นใหม่หลายคนที่เริ่มต้นจากการเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ว่าจะเป็น บล็อกเกอร์ ยูทูเบอร์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ นักบัญชีฟรีแลนซ์ และอื่นๆ อีกมากมาย สามารถต่อยอดความถนัดของตนเองให้กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้

 

แต่การเป็นฟรีแลนซ์ก็มีความเสี่ยงกว่าการเป็นพนักงานประจำ เพราะรายได้ที่เข้ามาในแต่ละเดือนนั้นมีความไม่แน่นอน และยังไม่มีสวัสดิการต่างๆ ที่บริษัทจัดหาให้ เช่น โบนัส เบี้ยเลี้ยง ประกันสุขภาพ เหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป 

 

คนเป็นฟรีแลนซ์จึงยิ่งต้องใส่ใจกับการวางแผนการเงินให้มากๆ เพื่อแบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลและลดค่าใช้จ่ายในยามเกษียณ รวมถึงติดตามสวัสดิการจากรัฐที่ควรได้เพิ่มเติมด้วยนะคะ 

 

และหากฟรีแลนซ์คนไหนที่ยังไม่มีสวัสดิการจากรัฐ ก็สามารถขอรับสิทธิจากประกันสังคมได้ ลองมาดูเงื่อนไขในการสมัครรับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์เบื้องต้นกันเลยค่ะ

 

ฟรีแลนซ์เข้าระบบประกันสังคมได้หรือไม่

คำตอบคือ ได้ค่ะ เพียงแค่สมัครประกันสังคมมาตรา 40 ฟรีแลนซ์ทั้งหลายก็สามารถรับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมได้แล้ว

 

คุณสมบัติของผู้สมัครประกันสังคมมาตรา 40

สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ต้องมีเงื่อนไขดังนี้ค่ะ

  • เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์
  • ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39
  • ไม่เป็นข้าราชการหรืออาชีพที่ยกเว้นตามสิทธิประกันสังคม
  • บุคคลพิการที่ไม่อาจรับรู้สิทธิที่พึงได้รับจากการเป็นผู้ประกันตน

 

สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมมาตรา 40

หากขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันสังคมมาตรา 40 แล้ว ฟรีแลนซ์มีทางเลือกทั้งหมด 3 ทางเลือก สำหรับการจ่ายเงินสมทบและรับสิทธิประโยชน์ ลองมาดูกันค่ะ ว่าทั้ง 3 แบบมีอะไรน่าสนใจบ้าง

 

ประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1

จ่ายเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน นับเป็นเงินของผู้ประกันตน 70 บาท และเป็นเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 30 บาท ซึ่งทางเลือกนี้ถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบต่ำที่สุด โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้

 

1. กรณีประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย

  • ได้รับเงินชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วยและเข้าพักรักษาในโรงพยาบาล 300 บาทต่อวัน โดยสูงสุดไม่เกิน 30 วัน
  • เมื่อแพทย์สั่งหยุดงานให้พักฟื้นที่บ้านเป็นเวลา 3 วันขึ้นไป จะได้รับเงินชดเชย 200 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 30 วัน
  • ถ้าหากแพทย์สั่งหยุดงานเพียง 1-2 วัน (มีใบรับรองแพทย์) จะได้รับเงินชดเชย 50 บาทต่อวัน แต่สามารถใช้สิทธิ์ได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี

 

2. กรณีทุพพลภาพ

ได้รับเงินชดเชยรายได้ 500-1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี โดยจำนวนเงินที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบที่ผ่านมา

 

3. กรณีเสียชีวิต

  • จะได้รับเงินค่าทำศพ 20,000 บาท
  • หากจ่ายเงินสมทบไม่ต่ำกว่า 60 เดือนก่อนเสียชีวิต จะได้รับเงินสงเคราะห์อีก 3,000 บาท

 

ประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือกที่ 2

เลือกจ่ายเงินสมทบ 150 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินของผู้ประกันตน 100 บาท และเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 50 บาท โดยให้สิทธิประโยชน์ความคุ้มครองในกรณีหลัก ดังนี้

 

1. กรณีประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต

จะได้รับความคุ้มครอง เหมือนกับการทำประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 ทั้งหมด

 

2. กรณีชราภาพ

  • เป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากทางเลือกที่ 1
  • ได้รับเงินบำเหน็จเป็นก้อนพร้อมผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินสมทบที่จ่ายไป
  • หากต้องการรับเงินก้อนตอนเกษียณที่มากขึ้น สามารถทำได้โดยการจ่ายเงินสมทบให้มากขึ้น แต่ต้องไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท

 

ประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3

ทางเลือกนี้เป็นทางเลือกจ่ายเงินสมทบสูงที่สุด คือการจ่ายเงินสมทบ 450 บาทต่อเดือน คิดเป็นเงินของผู้ประกันตน 300 บาท และเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 150 บาท แต่สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจะสูงสุดถึง 5 ข้อ ดังนี้

 

1. กรณีประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย

  • เมื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจะได้รับเงินชดเชย 300 บาทต่อวัน โดยสูงสุดไม่เกิน 90 วัน
  • หากแพทย์สั่งหยุดงาน พักรักษาตัวที่บ้านเป็นเวลา 3 วันขึ้นไป จะได้รับเงินชดเชย 200 บาทต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 90 วันต่อปี

 

2. กรณีทุพพลภาพ

ได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกับทางเลือกที่ 1 และ 2 และได้รับเงินทดแทนตลอดชีวิต

 

3. กรณีเสียชีวิต

ได้รับเงินค่าทำศพ 40,000 บาท

 

4. กรณีชราภาพ

ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินก้อนพร้อมดอกเบี้ย แต่ถ้าหากมีการจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน จะได้รับเงินเพิ่มอีก 10,000 บาท

 

 5. กรณีสงเคราะห์บุตร 

กรณีนี้มีเฉพาะทางเลือกที่ 3 เท่านั้น โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงิน 200 บาท/เดือน/บุตร 1 คน คราวละไม่เกิน 2 คน สามารถรับสิทธิได้ตั้งแต่บุตรแรกเกิดถึงอายุ 6 ปี

 

สรุปกันอีกที ตามตารางด้านล่างนี้ เราจะพบว่าการเพิ่มเงินสมทบ จะทำให้เราได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามลำดับ หากฟรีแลนซ์คนไหนที่วางแผนสร้างครอบครัวมีลูกแล้ว ทางเลือกที่ 3 ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

 

 

ทางเลือกที่ 1ทางเลือกที่ 2ทางเลือกที่ 3
จ่ายเงินสมทบโดยผู้ประกันตน70 บาท ต่อเดือน100 บาท ต่อเดือน300 บาท ต่อเดือน
อุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย//
ทุพพลภาพ///
เสียชีวิต//
ชราภาพX//
สงเคราะห์บุตรXX/

 

ส่วนวิธีการสมัครเป็นผู้ประกันตนและรับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม มีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง สามารถศึกษารายละเอียดได้ในเว็บไซต์ สำนักงานประกันสังคม ตามลิงค์นี้เลยจ้า https://www.sso.go.th

 

อ่านบทความเกี่ยวกับประกันสังคมเพิ่มเติมอื่นๆ

 

About Author

ติดตามเรื่องราวอื่นๆ ได้ที่ FlowAccount.com

สมัครทดลองใช้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ฟรี
รับฟรี! Premium Package 30 วัน

You may also like