EBITDA คืออะไร? เข้าใจกำไร ฉบับมือโปร

EBITDA คืออะไร?

เมื่อพูดถึงการวิเคราะห์ผลประกอบการของธุรกิจ หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า EBITDA แต่ยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง EBITDA คือ ตัวชี้วัดกำไรที่ช่วยประเมินความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ โดยไม่ถูกกระทบจากดอกเบี้ย ภาษี หรือค่าเสื่อมราคา การเข้าใจตัวเลขนี้ช่วยให้นักลงทุนและเจ้าของธุรกิจสามารถตัดสินใจเรื่องการลงทุนและการบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

เลือกอ่านได้เลย!

EBITDA คืออะไร?


EBITDA คือ กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ซึ่ง EBITDA ย่อมาจากคำว่า Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization 

 

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายคือ EBITDA เป็นกำไรประเภทหนึ่งที่ใช้สำหรับวิเคราะห์ผลประกอบการ ซึ่งโฟกัสเฉพาะกำไรจากผลการดำเนินงานหลัก โดยไม่รวมผลกระทบจากดอกเบี้ย เงินภาษี หรือค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ 


EBITDA ใช้ทำอะไร?


EBITDA เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ทางการเงินที่สำคัญตัวหนึ่ง ซึ่งสามารถใช้ได้หลายแง่มุม ดังนี้


1. วิเคราะห์ผลการดำเนินงานหลักของธุรกิจ

EBITDA ช่วยให้นักลงทุนและเจ้าของธุรกิจมองเห็นกำไรจากการดำเนินงานหลักจริง ๆ ของธุรกิจ โดยตัดสิ่งรบกวน อย่างดอกเบี้ย ภาษี หรือค่าเสื่อมราคาออกไป ซึ่งเกิดจากการวางนโยบายไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะอาจทำให้ไขว้เขวในการตัดสินใจได้ 


2. วิเคราะห์กระแสเงินสดและสภาพคล่อง

แม้ EBITDA จะไม่เท่ากับกระแสเงินสดในงบกระแสเงินสดเป๊ะ ๆ แต่ว่า EBITDA เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นว่าธุรกิจสามารถสร้างเงินสดจากการดำเนินงานได้เท่าไหร่ โดยที่ตัดรายการที่ไม่ใช่เงินสดตัวใหญ่ในงบอย่าง ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายออกไปก่อน 


3. เปรียบเทียบธุรกิจที่โครงสร้างทุนและอัตราภาษีต่างกัน

ถ้าเปรียบเทียบผลการดำเนินงานจากกำไรสุทธิสำหรับหลาย ๆ ธุรกิจ อาจไม่เหมาะสมสักทีเดียว เพราะบางธุรกิจได้สนับสนุนเรื่องเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ บางธุรกิจได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี BOI ทำให้ตัวเลขดอกเบี้ยและภาษีนั้น แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง 

 

ดังนั้น ถ้าเลือกใช้ EBITDA ในการวิเคราะห์ อาจเหมาะสมกว่าการใช้กำไรสุทธิ สำหรับกิจการที่มีโครงสร้างทุน และอัตราภาษีต่างกัน 


4. ใช้วางแผนและติดตามผลการเงิน

เจ้าของธุรกิจสามารถใช้ EBITDA เช็กแนวโน้มกำไร และวางแผนการลงทุนหรือควบคุมค่าใช้จ่ายได้ทันท่วงที เพราะว่าดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคาเป็นผลจากการตัดสินใจในอดีตไม่อาจแก้ไขได้ในอนาคต แต่รายจ่ายอื่น ๆ ยังสามารถวางแผน ควบคุม และแก้ไขได้ทัน


5. ใช้ในการประเมินมูลค่าบริษัท

EBITDA เป็นตัวชี้วัดที่นิยมใช้ในการประเมินมูลค่าบริษัท โดยเฉพาะเวลาเจรจาซื้อ–ขายกิจการ หรือหาคนลงทุน โดยใช้เปรียบเทียบคู่กับมูลค่ารวมของกิจการ (EV: Enterprise Value) ถ้า EV สูงมาก แต่ในขณะที่ EBITDA ต่ำ อาจเป็นสัญญาบ่งบอกว่าเรากำลังลงทุนในกิจการราคาแพงเกินไปอยู่ เพราะถ้าวิเคราะห์จากความสามารถในการทำกำไรยังไม่ได้ดีนัก ถ้าเทียบกับราคาซื้อขาย


EBITDA ต่างจาก EBIT และกำไรสุทธิอย่างไร?


อ่านเกี่ยวกับ EBITDA มาพอสมควรแล้ว คิดว่าหลาย ๆ คน อาจจะยังสับสนว่า แล้ว EBITDA ต่างจาก EBIT และกำไรสุทธิอย่างไร? ลองดูตารางเปรียบเทียบระหว่าง EBITDA ต่างจาก EBIT และกำไรสุทธิอย่างไร


EBITDA ต่างจาก EBIT และกำไรสุทธิอย่างไร?


โดยเราสามารถเลือกกำไรแต่ละประเภทมาวิเคราะห์ธุรกิจได้ตามความเหมาะสม ดังนี้

  • EBITDA – เหมาะสำหรับวิเคราะห์กำไรจากการดำเนินงานหลัก, เปรียบเทียบบริษัท
  • EBIT – เหมาะสำหรับวิเคราะห์ผลกำไรจากกิจกรรมทั้งหมดก่อนดอกเบี้ยและภาษี
  • กำไรสุทธิ – เหมาะสำหรับดูว่าบริษัทเหลือกำไรเท่าไหร่หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้ว

สูตรคำนวณ EBITDA


สูตรคำนวณ EBITDA


สูตรคำนวณ EBITDA สามารถคำนวณได้ 2 วิธี ขึ้นอยู่กับว่ารายการตั้งต้นในการคำนวณเป็นอะไร ดังนี้

 

  1. สูตรตั้งต้นจากกำไรสุทธิ:

EBITDA = กำไรสุทธิ (Net Income) + ดอกเบี้ย (Interest) + ภาษี (Tax) + ค่าเสื่อมราคา(Depreciation) + ค่าตัดจำหน่าย(Amortization)

 

  1. สูตรตั้งต้นจากรายได้และค่าใช้จ่ายโดยตรง:

EBITDA = รายได้ (Revenue) – ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) - ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Operating Expenses) + ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) + ค่าตัดจำหน่าย (Amortization)

 

ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Operating Expenses) ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expenses) และค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administrative Expenses)

ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) และ ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) จะเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ดังนั้น เมื่อตั้งต้นจากรายได้ทั้งหมด และหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว จึงต้องบวกกลับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพื่อคำนวณ EBITDA ออกมา 


 

ตัวอย่างวิธีคำนวณ EBITDA


ลองมาดูวิธีการคำนวณ EBITDA ทั้งสองสูตร ดังนี้

 

สมมติบริษัทมีข้อมูลดังนี้:

  • รายได้: 1,000,000 บาท
  • ต้นทุนขาย: 400,000
  • ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน: 200,000 บาท
  • ดอกเบี้ย: 50,000 บาท
  • ภาษี: 40,000 บาท
  • ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย: 30,000 บาท
  • กำไรสุทธิ: 310,000 บาท

 

1. สูตรตั้งต้นจากกำไรสุทธิ:

EBITDA = กำไรสุทธิ (Net Income) + ดอกเบี้ย Interest + ภาษี (Tax) + ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) + ค่าตัดจำหน่าย (Amortization)

EBITDA = 310,000 + 50,000 + 40,000 + 30,000 = 430,000

 

2. สูตรตั้งต้นจากรายได้และค่าใช้จ่ายโดยตรง:

EBITDA = รายได้ (Revenue) – ต้นทุนขาย (Cost of Goods Sold) - ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (Operating Expenses) + ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) + ค่าตัดจำหน่าย (Amortization)

EBITDA = 1,000,000 – 400,000 - 200,000 + 30,000 = 430,000

 

จากตัวอย่างการคำนวณข้างต้น ทั้งสองวิธีจะได้ผลลัพธ์ EBITDA จำนวน 430,000 บาทเท่ากัน ดังนั้น สามารถเลือกใช้วิธีที่คิดว่าเข้าใจง่าย และเหมาะสมกับตัวเองได้เลย


ทำไม EBITDA จึงสำคัญสำหรับนักลงทุน?


อ่านมาถึงตรงนี้น่าจะเข้าใจกันแล้วว่า EBITDA คืออะไร และคำนวณอย่างไรแล้ว ต่อไปมาดูกันว่าทำไม EBITDA จึงสำคัญมากสำหรับ “นักลงทุน”


1. ช่วยวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานจริงของธุรกิจ

EBITDA แสดงกำไรจาก กิจกรรมหลักของธุรกิจ โดยไม่รวมปัจจัยทางบัญชีหรือการเงินที่อาจบิดเบือนกำไรสุทธิ ทำให้นักลงทุนใช้ตัวเลขนี้เพื่อประเมินว่า ธุรกิจสามารถสร้างกำไรจากการขายสินค้า/บริการจริง ๆ ได้หรือไม่ โดยไม่สนใจว่าจะมีต้นทุนทางการเงินเท่าไร ต้องจ่ายภาษีอย่างไร และมีค่าเสื่อมราคาที่เกิดขึ้นแล้วเท่าไหร่


2. เปรียบเทียบบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ง่าย

เนื่องจาก EBITDA ตัดผลกระทบจากโครงสร้างทุนและภาษี นักลงทุนจึงสามารถเปรียบเทียบบริษัทหลาย ๆ แห่งได้ โดยสนใจแค่กำไรจากความสามารถในการดำเนินงานเท่านั้น เช่น โรงพยาบาล A และ B มีงบการลงทุนในทรัพย์สินแตกต่างกัน ค่าเสื่อมราคาต่อปีก็ต่างกันมาก หากใช้กำไรสุทธิวิเคราะห์ทั้ง 2 โรงพยาบาลอาจทำให้เห็นผลประกอบการไม่ชัดเจน แต่ถ้าใช้ EBITDA ก็จะเห็นผลประกอบการที่บ่งบอกความสามารถของทีมบริหารได้ดียิ่งขึ้น

3. ใช้ในการประเมินมูลค่าบริษัท

ตัวชี้วัดยอดนิยมในการประเมินมูลค่าบริษัท คือ EV/EBITDA (Enterprise Value / EBITDA) ซึ่ง EBITDA เป็นฐานในการประเมินมูลค่าบริษัท เพื่อดูว่าราคาหุ้นหรือมูลค่ากิจการเหมาะสมหรือไม่


4. ช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้

EBITDA เป็นตัวบ่งชี้ กระแสเงินสดเบื้องต้นจากการดำเนินงาน ใช้วิเคราะห์ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยและเงินกู้

 

ทั้งนี้ การตัดสินใจในการลงทุนอาจใช้แค่ EBITDA ตัวเดียวไม่ได้ เพราะต้องดูหลาย ๆ แง่มุมตั้งแต่ EBIT และ กำไรสุทธิ (Net Income หรือ NI) รวมไปถึงอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนและตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น



EBITDA เป็นตัวชี้วัดกำไรที่สำคัญสำหรับนักลงทุน และเจ้าของธุรกิจ เพราะช่วยให้เห็น กำไรจากการดำเนินงานหลักของบริษัท โดยไม่สนใจดอกเบี้ย ภาษี หรือค่าเสื่อมราคา การเข้าใจ EBITDA ช่วยให้นักลงทุนเปรียบเทียบผลประกอบการระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันได้ง่ายขึ้น และเจ้าของธุรกิจเองก็มองเห็นกำไรจากการดำเนินงานที่เป็นตัวเงินสดได้ชัดเจนขึ้น

 

สำหรับใครที่อยากคำนวณ EDITDA ของธุรกิจ สามารถใช้ข้อมูลจากงบกำไรขาดทุนใน FlowAccount มาตั้งต้นและคำนวณหา EBITDA ของบริษัทได้แบบง่าย ๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถวิเคราะห์ธุรกิจได้ในแง่มุมที่ชัดเจนขึ้นกว่าที่เคยเป็น



คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ EBITDA


1. EBITDA คืออะไร?

ตอบ: EBITDA ย่อมาจาก Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation, and Amortization ซึ่งหมายถึง กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย เป็นตัวเลขที่ใช้วัดกำไรจากการดำเนินงานหลักของธุรกิจโดยไม่รวมดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย


2. EBITDA ต่างจาก EBIT และกำไรสุทธิอย่างไร?

ตอบ:

  • EBITDA = กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
  • EBIT = กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายแล้ว)
  • กำไรสุทธิ = กำไรหลังหักทุกค่าใช้จ่าย รวมดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย

3. สูตรคำนวณ EBITDA คืออะไร?

ตอบ:

  • คำนวณจากกำไรสุทธิ: EBITDA = กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ย + ภาษี + ค่าเสื่อมราคา + ค่าตัดจำหน่าย
  • คำนวณจากรายได้และค่าใช้จ่าย: EBITDA = รายได้ทั้งหมด – ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (ไม่รวมดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย)

4. ทำไมนักลงทุนถึงสนใจ EBITDA?

ตอบ: นักลงทุนใช้ EBITDA เพื่อวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานจริง เปรียบเทียบระหว่างบริษัทที่มีโครงสร้างทุน และอัตราภาษีที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังใช้วิเคราะห์ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดเพื่อจ่ายชำระหนี้ ทำให้ตัดสินใจในการลงทุนได้ดีขึ้น


5. EBITDA เหมาะสำหรับการใช้วิเคราะห์ธุรกิจประเภทไหน?

ตอบ:

1) ธุรกิจที่มีสินทรัพย์ลงทุนสูง เพราะค่าเสื่อมราคาจะสูง จึงอาจทำให้กำไรสุทธิดูต่ำเกินจริง เช่น โรงงานผลิต โรงงานอุตสาหกรรมหนัก โรงไฟฟ้า โรงพยาบาล ธุรกิจโลจิสติกส์ 

2) ธุรกิจที่ต้องการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำกำไรระหว่างบริษัท ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

 

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย