ค่าคอมมิชชันมีกี่แบบ แล้ว HR คำนวณค่า Commission อย่างไร?

ค่าคอมมิชชัน

“ค่าคอมมิชชัน” ถือเป็นรางวัลในการกระตุ้นยอดขายและสร้างแรงจูงใจให้พนักงาน ทำให้หลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบค่าคอมฯ ที่เหมาะสมและยุติธรรมให้กับพนักงาน เพราะค่าคอมมิชชันมีหลากหลายรูปแบบ การเลือกใช้ระบบค่าคอมมิชชันที่เหมาะกับลักษณะธุรกิจจะช่วยให้บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยรักษาพนักงานเก่ง ๆ ให้อยู่กับทีม และขับเคลื่อนผลกำไรได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

แต่หลายคนอาจยังไม่เข้าใจชัดเจนว่าค่าคอมมิชชันคืออะไร ต้องคิดค่าคอมมิชชันอย่างไร ต้องเสียภาษีไหม บทความนี้จะพาไปรู้จักค่าคอมมิชชันและวิธีคำนวณค่าคอมมิชชันในรูปแบบต่าง ๆ

 

เลือกอ่านได้เลย!

ค่าคอมมิชชัน คืออะไร?

 

ค่าคอมมิชชัน (Commission) คือ รายได้ที่จ่ายให้กับพนักงานหรือตัวแทนขายตามผลงานที่ทำได้จริง เช่น จากยอดขาย, มูลค่ากำไร หรือจำนวนลูกค้าที่ปิดการขายได้สำเร็จ ซึ่งต่างจาก “เงินเดือน” ที่เป็นรายได้ประจำ ทำให้ค่าคอมมิชชันขึ้นอยู่กับ “ผลลัพธ์” ของการทำงานโดยตรง

ธุรกิจนิยมใช้ค่าคอมมิชชันเพราะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจในการทำยอด ทำให้พนักงานขายหรือทีมการตลาดมีเป้าหมายชัดเจน และสามารถผลักดันยอดขายให้สูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เช่น พนักงานขาย (Sales), นายหน้าอสังหาริมทรัพย์, ตัวแทนขายประกันภัย และดีลเลอร์ขายรถยนต์

 

ประเภทของค่าคอมมิชชันมีอะไรบ้าง? 

 

ค่าคอมมิชชันมีกี่ประเภท

 

ค่าคอมมิชชันมีหลายรูปแบบ สามารถเลือกใช้ตามลักษณะงาน และเป้าหมายของยอดขายได้ ดังนี้

 

1. ค่าคอมมิชชันล้วน 

ค่าคอมมิชชันล้วน คือ การไม่คิดค่าคอมมิชชันรวมกับเงินเดือนประจำ พนักงานได้เงินเฉพาะจากยอดขายที่ทำได้เท่านั้น เหมาะกับองค์กรที่ต้องการ “ลดต้นทุนคงที่” และเน้นผลลัพธ์ เช่น นายหน้าขายที่ดิน, ตัวแทนขายอิสระ และ ธุรกิจเครือข่าย (MLM) เพราะรายได้จะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน

 

ตัวอย่าง:

ยอดขาย 1,000,000 บาท

คอมมิชชัน 8%

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันล้วน:

เช่น 1,000,000 × 8% = 80,000 บาท

 

2. ค่าคอมมิชชันตามระยะเวลาทำงาน 

ค่าคอมมิชชันตามระยะเวลาทำงาน คือ จะให้คอมมิชชันเพิ่มขึ้นตาม “อายุงาน” หรือ “จำนวนปีที่ทำงาน” เพื่อจูงใจให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กรในระยะยาว เช่น ทำครบ 1 ปี ได้อัตรา 1% และ ทำครบ 3 ปี ได้ 2% 

เหมาะกับองค์กรที่เน้น “ความภักดีและการรักษาบุคลากร” เช่น บริษัทขายประกัน, อสังหาฯ, หรือธุรกิจขายซ้ำระยะยาว เพราะจะช่วยลดอัตราการลาออกได้เป็นอย่างดี

 

ตัวอย่าง:

พนักงานขายอยู่ครบ 3 ปี

บริษัทกำหนดว่าทุกปีที่อยู่ครบ จะได้ค่าคอมมิชชันเพิ่ม 0.5%

ปีแรก: 1% , ปีที่ 3: 2%

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันตามระยะเวลาทำงาน:

คอมมิชชัน = ยอดขาย × อัตราคอมมิชชัน (ตามปีที่ทำงาน)

เช่น 1,000,000 × 2% = 20,000 บาท

 

3. ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได 

ค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได คือ ระบบที่อัตราคอมมิชชัน “เพิ่มขึ้นตามระดับยอดขาย” เช่น ยิ่งขายได้มาก อัตราคอมมิชชันยิ่งสูงตามไปด้วย เหมาะกับองค์กรที่ต้องการกระตุ้นยอดขายให้ “ทะลุเป้า” เช่น อสังหาฯ, ยานยนต์, ธุรกิจเทเลเซลล์ เพราะพนักงานจะพยายามขายเพิ่มเพื่อให้ได้ไปถึงขั้นที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

 

ตัวอย่าง:

ยอดขาย ≤ 500,000 บาท = 3%

ยอดขาย 500,001–1,000,000 บาท = 5%

ยอดขายมากกว่า 1,000,000 บาท = 7%

พนักงานขายได้ 1,200,000 บาท

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได:

เช่น (500,000 × 3%) + (500,000 × 5%) + (200,000 × 7%)

= 15,000 + 25,000 + 14,000 = 54,000 บาท

 

4. ค่าคอมมิชชันจากกำไร 

ค่าคอมมิชชันจากกำไร คือ การคำนวณค่าคอมมิชชันจาก “กำไรจริง” ของดีลหรือโปรเจกต์ ไม่ใช่ยอดขาย เช่น

ถ้าลูกค้าขอของแถมหรือบริการเพิ่มเติม คอมมิชชันก็จะถูกลดลงตามกำไร เหมาะกับธุรกิจที่มีต้นทุนผันผวน เช่น ตัวแทนจำหน่าย, เครื่องจักร, เทคโนโลยี เพราะเน้น “คุณภาพการขาย” มากกว่า “ปริมาณยอดขาย”

 

ตัวอย่าง:

ขายสินค้าได้ 500,000 บาท

ต้นทุน 400,000 บาท  กำไร 100,000 บาท

คอมมิชชัน 10% ของกำไร

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันจากกำไร:

คอมมิชชัน = กำไร × อัตราคอมมิชชัน

เช่น 100,000 × 10% = 10,000 บาท

 

5. ค่าคอมมิชชัน + เงินเดือน 

ค่าคอมมิชชัน + เงินเดือน คือ การจ่ายค่าคอมแบบระบบ “ผสม” ที่ให้เงินเดือนประจำ + คอมมิชชัน เพื่อให้รายได้มั่นคงแต่ยังมีแรงจูงใจอยู่ เหมาะกับองค์กรที่ต้องการความสมดุล เช่น ธุรกิจอสังหาฯ, ธนาคาร, รถยนต์ เพราะช่วยรักษาพนักงานขายมืออาชีพไว้ได้ดี

 

ตัวอย่าง:

เงินเดือน 20,000 บาท

ยอดขาย 500,000 บาท × 3% = 15,000 บาท

 

รวมรายได้:

20,000 + 15,000 = 35,000 บาท

 

6. ค่าคอมมิชชันต่อเนื่อง 

ค่าคอมมิชชันต่อเนื่อง คือ การให้คอมมิชชันต่อเนื่องรายเดือน/รายปี จากลูกค้ารายเดิม เช่น ค่าบริการรายเดือน หรือการต่ออายุสัญญา เหมาะกับธุรกิจ Subscription เช่น SaaS, ประกันภัย, ฟิตเนส เพราะช่วยให้พนักงาน “รักษาฐานลูกค้าเก่า” ไว้ไม่ให้หายไปไหน

 

ตัวอย่าง:

ลูกค้าจ่ายรายเดือน 1,000 บาท

คอมมิชชัน 10% ต่อเดือน

 

สูตรคิด่าคอมมิชชันต่อเนื่อง:

คอมมิชชันต่อเดือน = 1,000 × 10% = 100 บาท

ถ้าต่อเนื่อง 12 เดือน = 100 × 12 = 1,200 บาท

 

7. ค่าคอมมิชชันตามผลงาน 

ค่าคอมมิชชันตามผลงาน คือ การจ่ายค่าคอมมิชชันโดยอิงกับ “ตัวชี้วัดผลงาน (KPI)” เช่น จำนวนลูกค้าใหม่, ระดับความพึงพอใจ, หรือยอดต่อสัญญา เหมาะกับองค์กรที่เน้นคุณภาพการทำงาน เช่น ธนาคาร, ที่ปรึกษา, งานบริการลูกค้า ที่ต้องการให้พนักงานขาย “อย่างมีคุณภาพ”

 

ตัวอย่าง:

KPI: ปิดดีล ≥ 10 ดีล/เดือน = 5%

พนักงานทำได้ 12 ดีล

ยอดขายรวม 600,000 บาท

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันตามผลงาน:

คอมมิชชัน = ยอดขาย × อัตรา KPI

เช่น 600,000 × 5% = 30,000 บาท

 

8. ค่าคอมมิชชันตามพื้นที่การทำงาน 

ค่าคอมมิชชันตามพื้นที่ คือ การแบ่งเขตพื้นที่ขายให้พนักงานดูแล และคำนวณคอมมิชชันจากยอดขายรวมในพื้นที่นั้น ๆ เหมาะกับธุรกิจที่มีการขายตามเขต เช่น อาหารและเครื่องดื่ม, อสังหาฯ, สินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบเฉพาะพื้นที่ของตนเอง

 

ตัวอย่าง:

ยอดขายรวมในเขตภาคเหนือ 2,000,000 บาท

อัตราคอมมิชชัน 4%

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันตามพื้นที่:

คอมมิชชัน = ยอดขายรวมของพื้นที่ × 4% 

เช่น 2,000,000 × 4% = คอมมิชชัน 80,000 บาท

 

9. ค่าคอมมิชชันจากสินค้า 

ค่าคอมมิชชันจากสินค้า คือ การให้ค่าคอมมิชชันต่างกันตามประเภทสินค้า เช่น สินค้า A ให้ 5%, สินค้า B ให้ 10% เพื่อเน้นขายสินค้าบางประเภท เหมาะกับบริษัทที่มีหลายไลน์สินค้า เช่น FMCG, โทรคมนาคม, หรืออีคอมเมิร์ซ เพื่อกระตุ้นให้ขายสินค้ากำไรสูงหรือสินค้าคงค้าง

 

ตัวอย่าง:

ขายสินค้า A มูลค่า 100,000 บาท (5%)

ขายสินค้า B มูลค่า 50,000 บาท (10%)

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันจากสินค้า:

เช่น (100,000 × 5%) + (50,000 × 10%) = 5,000 + 5,000 = 10,000 บาท

 

10. คอมมิชชันพิเศษสำหรับสินค้าโปรโมชัน 

คอมมิชชันพิเศษสำหรับสินค้าโปรโมชัน คือ การให้คอมมิชชันสูงขึ้นชั่วคราว เพื่อดันยอดขายสินค้าที่อยู่ในช่วงโปรโมชัน เหมาะกับธุรกิจค้าปลีก, โทรศัพท์มือถือ, เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องการกระตุ้นยอดขายช่วงสั้น

 

ตัวอย่าง:

สินค้าปกติให้ 5%

ช่วงโปรโมชันให้ 10%

ยอดขายช่วงโปรฯ 100,000 บาท

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันพิเศษสำหรับสินค้าโปรโมชัน:

เช่น 100,000 × 10% = 10,000 บาท

 

11. ค่าคอมมิชชันจากส่วนต่างกำไร 

ค่าคอมมิชชันจากส่วนต่างกำไร คือ การให้คอมมิชชันตาม “ส่วนต่างกำไรต่อหน่วย” เช่น ถ้าขายราคาสูงกว่าต้นทุนมาก ก็ได้คอมมิชชันมาก เหมาะกับธุรกิจที่ราคาต่อรองได้ เช่น อสังหาฯ, เครื่องจักร, เทคโนโลยี B2B เพราะช่วยให้พนักงานไม่ต้องขายลดราคา

 

ตัวอย่าง:

ต้นทุนสินค้า 8,000 บาท

ขายได้ 10,000 บาท → ส่วนต่าง = 2,000 บาท

คอมมิชชัน 20% ของส่วนต่าง

 

วิธีคิดค่าคอมมิชชันจากส่วนต่างกำไร:

คอมมิชชัน = ส่วนต่างกำไร × อัตราคอมมิชชัน

เช่น 2,000 × 20% = 400 บาท

 

ค่าคอมมิชชันต้องเสียภาษีไหม?

 

ค่าคอมมิชชันต้องเสียภาษี เพราะค่าคอมมิชชันถือเป็นรายได้จากการทำงานหรือให้บริการ ซึ่งอยู่ภายใต้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

พนักงานบริษัท

สำหรับพนักงานบริษัท ค่าคอมมิชชันถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 40(1) เช่นเดียวกับเงินเดือน ค่าจ้าง หรือโบนัส โดยบริษัทจะ หักภาษี ณ ที่จ่ายตามฐานเงินเดือน และคำนวณตามอัตราภาษีขั้นบันไดของรายได้ประจำเดือน ก่อนจ่ายเงินให้พนักงาน

 

ฟรีแลนซ์/ตัวแทนอิสระ

สำหรับกรณี ไม่ใช่ลูกจ้าง ค่าคอมมิชชันอาจถือเป็นเงินได้ประเภทมาตรา 40(2), 40(7) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาและบริการ ผู้จ้าง (นิติบุคคล) จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กำหนด ซึ่งช่วยให้ผู้รับรายได้นั้นลดภาระภาษีปลายปีลงได้ ดังนี้

  • หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% สำหรับมาตรา 40(2) 
  • หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% สำหรับมาตรา 40(7) หรือ 40(8) 

อย่างไรก็ตามบุคคลธรรมดาต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 เพื่อรวมรายได้จากทุกแหล่งและคำนวณภาษีที่ต้องชำระจริง โดยภาษีที่ถูก หัก ณ ที่จ่ายไว้ล่วงหน้า สามารถนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีได้ และหากมีการหักเกิน ก็สามารถยื่นขอคืนภาษีได้ ดังนั้นการเก็บ เอกสารรับค่าคอมมิชชันและใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ให้ครบถ้วน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง เพื่อให้การยื่นภาษีถูกต้องและไม่เสียสิทธิ์

 

เคล็ดลับออกแบบระบบค่าคอมมิชชันกระตุ้นยอดขายสุดปัง

 

เคล็ดลับออกแบบระบบค่าคอมมิชชันกระตุ้นยอดขาย

 

  1. ตั้งเป้าให้ท้าทายแต่สามารถเป็นไปได้ เพราะถ้าเป้าสูงเกินไป พนักงานจะหมดกำลังใจได้
  2. ให้ค่าคอมมิชชันตามผลลัพธ์จริง โดยการตรวจสอบยอดขายอย่างโปร่งใส
  3. ใช้ระบบขั้นบันไดหรือโบนัสพิเศษเมื่อถึงเป้า เพื่อสร้างแรงผลักเพิ่มขึ้นไปอีก
  4. วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายย้อนหลัง เพื่อปรับเรตค่าคอมมิชชันให้เหมาะสมกับตลาดปัจจุบัน
  5. สื่อสารให้ชัดเจนและยุติธรรมที่สุด เพราะความเข้าใจผิดเรื่องคอมมิชชันอาจทำให้ทีมเสียขวัญได้

 

คิดค่าคอมมิชชันง่าย ๆ ด้วยโปรแกรม Payroll

 

การคำนวณและจ่าย ค่าคอมมิชชัน ให้พนักงานอย่างถูกต้องและตรงเวลาถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนอกจากสร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่นให้ทีมขายแล้ว ยังช่วยให้องค์กรบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การรวบรวมข้อมูลยอดขายและคำนวณค่าคอมมิชชันทีละคนอาจใช้เวลามากและมีความเสี่ยงต่อความผิดพลาด

 

โปรแกรม Payroll จาก FlowAccount โปรแกรมเงินเดือนออนไลน์ ที่จะเข้ามาช่วยให้องค์กรสามารถนำยอดขายจากระบบบัญชีไปคำนวณค่าคอมมิชชันเพื่อทำจ่ายพนักงานในระบบ Payroll แบบ Real time ได้เลย ทำให้ HR สามารถลดภาระงานด้านการตรวจสอบลงไปได้เยอะ ทำให้การจ่ายค่าคอมมิชชันมีความโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานและภาษี พร้อมสร้างความมั่นใจให้ทั้งองค์กรและพนักงาน

 

FlowAccount Payroll

 

ค่าคอมมิชชันไม่ใช่เพียงรายได้เสริมของพนักงานขาย แต่เป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ช่วยขับเคลื่อนยอดขายและสร้างแรงจูงใจให้ทีมงาน การออกแบบระบบค่าคอมมิชชันที่โปร่งใส ยุติธรรม และคำนวณได้ง่าย จะช่วยให้ทั้งพนักงานและธุรกิจเติบโตไปพร้อมกัน สำหรับเจ้าของกิจการ อย่าลืมจัดการเรื่องภาษีและการบันทึกบัญชีให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาทางภาษีในอนาคต และสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้ธุรกิจในระยะยาว

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับค่าคอมมิชชัน

 

1. ค่าคอมมิชชันต่างกับเงินเดือนอย่างไร?

ตอบ: เงินเดือนเป็นรายได้ประจำที่ได้รับเท่ากันทุกเดือน ส่วนค่าคอมมิชชันเป็นรายได้พิเศษที่ขึ้นอยู่กับผลงาน เช่น ยอดขายหรือจำนวนลูกค้าที่ปิดดีลได้ ยิ่งขายได้มาก ค่าคอมมิชชันก็ยิ่งสูงตามไปด้วย

 

2. ค่า Incentive กับ Commission ต่างกันอย่างไร

ตอบ: ค่า Commission คือรายได้จากยอดขายหรือผลงานโดยตรง เช่น คิดตามเปอร์เซ็นต์ยอดขาย

ส่วน Incentive คือรางวัลพิเศษที่บริษัทให้เพิ่ม เช่น โบนัสเมื่อทำยอดถึงเป้าหมายหรือชนะการแข่งขันภายในทีมขาย

 

3. ค่าคอมมิชชันพนักงานคิดอย่างไร?

ตอบ: ค่าคอมมิชชัน = ยอดขาย × อัตราค่าคอมมิชชัน 

เช่น ขายสินค้าได้ 100,000 บาท อัตราค่าคอมมิชชัน 5% 

พนักงานจะได้ค่าคอมมิชชัน = 100,000 × 5% = 5,000 บาท

 

4. ค่าคอมมิชชัน หัก ณ ที่จ่าย กี่%

ตอบ: โดยทั่วไป หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% สำหรับตัวแทนหรือตัวกลางที่ได้รับค่าคอมมิชชัน

แต่ถ้าเป็นพนักงานประจำ ค่าคอมมิชชันจะรวมกับเงินเดือนและถูกหักภาษีเงินได้ตามขั้นบันไดภาษีปกติ

 

5. อัตราค่าคอมมิชชันมาตรฐานอยู่ที่กี่บาท?

ตอบ: อัตราค่าคอมมิชชันขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจและสินค้า

อัตราค่าคอมมิชชัน ไม่มีค่ามาตรฐานตายตัว เพราะแตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ สินค้า และบริการ  ดังนี้

  • อสังหาริมทรัพย์: มีค่าคอมมิชชันขั้นต่ำอยู่ที่ 3% ของราคาขาย (เช่น ถ้าขายบ้านราคา 5 ล้านบาท ค่าคอมมิชชัน 3% คือ 150,000 บาท)
  • สินค้า/บริการอื่นๆ (พนักงานขาย): มีอัตราหลากหลายตั้งแต่ 3% - 15% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท กำไรของสินค้า และอาจเป็นแบบขั้นบันได (ยิ่งขายได้

มาก ยิ่งได้เปอร์เซ็นต์สูงขึ้น) 

  • นายหน้า Affiliate: อัตราจะขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและบริการ เช่น สินค้าออนไลน์ทั่วไป เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องสำอาง 1% - 10% ของราคาขาย, ซอฟต์แวร์, แอป, เกม 10% - 50% ของราคาขายแรก และ Booking โรงแรม/ตั๋วเครื่องบิน 3% - 10% ของยอดจอง

 

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย