วางแผนลดหย่อนให้ทัน! อัปเดตค่าลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา ปี 2568 ที่ต้องรู้

ลดหย่อนภาษีปี 2568

ใกล้ช่วงสิ้นปีทีไร หลายคนมักปวดหัวกับคำถามเดิม ๆ ว่า “จะหักลดหย่อนอะไรดี?” เพราะถ้าไม่รู้ถึงสิทธิ์ที่มีอยู่ และไม่ได้วางแผนลดหย่อนภาษีบุคคลแต่เนิ่นๆ ก็อาจต้องควักกระเป๋าจ่ายภาษีเกินจำเป็นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้มีการอัปเดตค่าลดหย่อนภาษีหลายรายการ ถ้าตอนนี้ใครไม่รู้ถือว่าพลาดมากๆ ในบทความนี้จึงสรุปอัปเดตค่าลดหย่อนภาษีบุคคล ปี 2568 มาให้ทุกคนเตรียมตัว

เลือกอ่านได้เลย!

ค่าลดหย่อนภาษี คืออะไร?


ค่าลดหย่อนภาษี คือ องค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเป็นรายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้สามารถนำไปหักออกจากเงินได้หลังจากที่หักค่าใช้จ่าย ตามสูตรนี้

 

เงินได้สุทธิ = รายได้ต่อปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน 

ภาษีเงินได้ประจำปี = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี

 

ยิ่งใครมีค่าลดหย่อนสูง ก็จะทำให้เงินได้สุทธิที่ใช้เป็นฐานคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาต่ำ และเสียภาษีบุคคลธรรมดาต่ำลง


ค่าลดหย่อนภาษีมีกี่ประเภท? 


หมวดค่าลดหย่อนภาษีมี 4 ประเภท ดังนี้ 

  1. หมวดลดหย่อนส่วนตัว – ค่าลดหย่อนพื้นฐานได้สิทธิ์โดยอัตโนมัติ
  2. หมวดประกันและการลงทุน - ได้สิทธิ์เมื่อซื้อประกันหรือลงทุน 
  3. หมวดมาตรการรัฐ – ได้สิทธิ์ตามมาตรการรัฐกำหนด 
  4. หมวดบริจาค – ได้สิทธิ์เมื่อบริจาค

จากนั้นเราไปทำความเข้าใจว่าในแต่ละหมวดมีอะไรที่ควรรู้และอัปเดตบ้าง


รายการลดหย่อนภาษี สำหรับยื่นภาษี 2568 มีอะไรบ้าง?


รายการลดหย่อนภาษี สำหรับยื่นภาษี 2568 มีอะไรบ้าง


1. ค่าลดหย่อนภาษีส่วนตัวและครอบครัว

ค่าลดหย่อนส่วนตัว คือ สิทธิ์ค่าลดหย่อนพื้นฐานเกิดจากตนเองและครอบครัว ที่บุคคลธรรมดาจะได้รับโดยอัตโนมัติ ปกติแล้วค่าลดหย่อนหมวดนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ ดังนี้

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาทต่อคน ไม่ว่าจะโสดหรือสมรสก็ใช้ได้
  • ค่าลดหย่อนคู่สมรส: 60,000 บาท หากคู่สมรสไม่มีรายได้
  • ค่าลดหย่อนบุตร: คนละ 30,000 บาท บุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 ได้คนละ 60,000 บาท 

     เงื่อนไข :

    • ต้องเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย (บุตรโดยกำเนิดหรือบุตรบุญธรรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย)
    • บุตรต้องอายุไม่เกิน 20 ปี (หากยังศึกษาอยู่ต่อเนื่อง ให้ใช้สิทธิ์ได้ถึงอายุ 25 ปีบริบูรณ์)
    • บุตรต้องไม่มีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี

 

  • ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร: ตามค่าใช้จ่ายจริงที่จ่ายให้สถานพยาบาล แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อครั้ง

     เงื่อนไข :

    • ค่าใช้จ่ายต้องเป็นค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตรที่เกิดขึ้นจริง และจ่ายให้แก่สถานพยาบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย
    • ใช้สิทธิ์ได้เฉพาะ มารดา ที่เป็นผู้มีเงินได้ หรือคู่สมรสที่เป็นผู้มีเงินได้และเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายนั้น
    • การนับสิทธิ์จะนับ ต่อครั้งการตั้งครรภ์ ไม่ใช่ต่อปี

 

  • ค่าลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา: 30,000 บาทต่อคน สำหรับบิดามารดาที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

     เงื่อนไข :

    • ต้องเป็น บิดามารดาของตนเองหรือของคู่สมรสตามกฎหมาย
    • บิดามารดาต้องมีอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
    • บิดามารดาต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี (เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก, ค่าเช่าบ้าน, เงินบำนาญ ถ้าเกินจะไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้)
    • หากมีพี่น้องหลายคนเลี้ยงดูบิดามารดา ใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้เพียงคนเดียวต่อบิดามารดา 1 คน

 

  • ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือทุพพลภาพ: 60,000 บาทต่อคน

     เงื่อนไข :

    • ใช้สิทธิ์ได้ทั้งการเลี้ยงดูบุคคลที่พิการ/ทุพพลภาพ 
    • บุคคลพิการต้องมี บัตรประจำตัวผู้พิการ ที่ออกโดยหน่วยงานราชการ
    • ผู้พิการต้องไม่มีรายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี
    • สามารถใช้สิทธิ์ได้สำหรับ บุตร, บิดามารดา, คู่สมรส หรือบุคคลอื่นที่อยู่ในอุปการะ ตามที่กฎหมายกำหนด

2. ค่าลดหย่อนสำหรับประกันและการลงทุน

สำหรับคนที่มีรายได้สูง การลดหย่อนแค่ส่วนตัวอาจจะไม่เพียงพอ การซื้อประกันหรือลงทุนก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ แถมยังได้ความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และมีเงินออมในอนาคตอีกด้วย 

 

ในปี 2568 รูปแบบสิทธิ์บางอย่างมีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ลองมาดูสรุปกันค่าลดหย่อนประกันและการลงทุนที่เราได้รับ (กรณีซื้อประกันและลงทุน) มีอะไรบ้าง


ประเภท

ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง

เพดานสูงสุด/เงื่อนไขเวลา

เบี้ยประกันชีวิต

สูงสุด 100,000 บาท

รวมกัน ต้องไม่เกิน 100,000 บาท

เบี้ยประกันสุขภาพ

สูงสุด 25,000 บาท

เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา

สูงสุด 15,000 บาท

ประกันสังคม

สูงสุด 9,000 บาท

ประกันชีวิตแบบบำนาญ

สูงสุด 15% ของเงินได้ (ไม่เกิน 200,000 บาท)

รวมกัน ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

สูงสุด 30% ของเงินได้

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข./กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

สูงสุด 15% ของเงินได้ 

กบข. ไม่เกิน 30% ของเงินได้

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

สูงสุด 30,000 บาท

เงินลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise)

สูงสุด 100,000 บาท

กองทุน ThaiESG

สูงสุด 30% ของเงินได้ (ไม่เกิน 300,000 บาท)

ลงทุนได้ตลอดปี 2568

กองทุน ThaiESGX (สับเปลี่ยนจาก LTF)
  • ปี 2568: ใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท 
  • ปี 2569 – 2572: ส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท สามารถทยอยใช้สิทธิได้ปีละเท่าๆ กัน (ประมาณปีละ 50,000 บาท) 

สับเปลี่ยนได้ระหว่างวันที่

1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568

กองทุน ThaiESGX (เงินลงทุนใหม่)

สูงสุด 30% ของเงินได้ (ไม่เกิน 300,000 บาท)

ลงทุนได้ระหว่างวันที่

1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568


ส่วน กองทุน SSF (Super Savings Fund) ที่หลายคนเคยรู้จัก ปี 2568 นี้จะนำมาใช้ลดหย่อนภาษีไม่ได้


3. ค่าลดหย่อนตามมาตรการรัฐ

สำหรับค่าลดหย่อนตามมาตรการรัฐ จะเปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายส่งเสริมจากรัฐบาล ในปี 2568 ค่าลดหย่อนตามมาตรการรัฐ มีดังนี้

  • ดอกเบี้ยซื้อที่อยู่อาศัย: ลดหย่อนสูงสุด 100,000 บาท
  • Easy E-Receipt 2.0: ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 2568 - 28 ก.พ. 2568) เฉพาะที่ได้รับใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ลดหย่อนสูงสุด 50,000 บาท สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ มีดังนี้
    1. ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจากผู้มิได้เป็นผู้ประกอบการ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะที่ได้รับใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท สินค้าดังกล่าวรวมถึง ค่าซื้อหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสารในรูปแบบ E-Book ด้วย
    2. หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท ถ้า
      • ซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว
      • ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนต่อกรมส่งเสริมการเกษตร 
      • ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ เพื่อสังคม 
      • ค่าสร้างบ้านใหม่: ลดหย่อน 10,000 บาทต่อค่าก่อสร้าง 1 ล้านบาท สูงสุด 100,000 บาท (เฉพาะค่าก่อสร้างบ้านใหม่ตามสัญญาจ้างที่ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567 – 31 ธันวาคม 2568) โดยจะได้สิทธิในปีภาษีที่ก่อสร้างเสร็จ
      • ติด Solar Rooftop ในบ้าน: ลดหย่อนสูงสุด 200,000 บาท (ใหม่! ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกที)
  • เที่ยวดีมีคืน: เริ่มใช้จ่ายเพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเที่ยวดีมีคืนได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดต้องเกิดขึ้นและชำระภายในช่วงเวลาข้างต้นเท่านั้น เพื่อนำไปยื่นลดหย่อนภาษีต้นปี 2569
    • ลดหย่อนภาษีเที่ยวดีมีคืน สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท
    • ครอบคลุมค่าบริการที่พัก เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ และค่าอาหารจากร้านค้าที่สามารถออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ โดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ 20,000 บาท สำหรับการเที่ยวในเมืองหลัก และขยายวงเงินเป็น 30,000 บาท สำหรับการเที่ยวในเมืองรอง
    • เที่ยวเมืองหลัก: หักลดหย่อนได้ 1 เท่า ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง
    • เที่ยวเมืองรอง: หักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ของจำนวนเงินที่จ่ายจริง
    • สำหรับ 10,000 บาทแรก ใช้ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบได้ทั้งในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)
    • สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาท ต้องใช้ใบกำกับภาษีรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Tax Invoice เท่านั้น

4. ค่าลดหย่อนหมวดบริจาค

  • เงินบริจาคทั่วไป: ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
  • เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา การพัฒนาสังคม และโรงพยาบาลรัฐ: ลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
  • เงินบริจาคพรรคการเมือง: ลดหย่อนได้สูงสุด 10,000 บาท

วิธีคำนวณภาษีและค่าลดหย่อนภาษี


เมื่อวางแผนการลดหย่อนภาษีไว้เรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถคำนวณภาษีตามขั้นตอนด้านล่างนี้ได้เลย

  1. รวมรายได้ต่อปี เช่น เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า ดอกเบี้ย ฯลฯ
  2. หักค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย เช่น เงินเดือนหักค่าใช้จ่ายเหมา 50% ไม่เกิน 100,000 บาท
  3. หักค่าลดหย่อน ตามที่ทุกท่านวางแผนไว้ เหลือเป็น เงินได้สุทธิ
  4. ภาษีเงินได้ประจำปี = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษีอัตราก้าวหน้า (ยกเว้น - สูงสุด 35%)
  5. หักภาษีที่ถูกหักไว้แล้ว/เครดิตภาษี เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกรณีที่นายจ้างหักไว้ระหว่างปี หรือว่าจ่ายภาษีครึ่งปีไว้ก่อนแล้ว
  6. จำนวนภาษีที่ต้องจ่าย = ภาษีเงินได้ประจำปี - ภาษีที่ถูกหักไว้แล้ว/เครดิตภาษี

 

เอกสารสำหรับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 


สำหรับหัวข้อนี้สำคัญมาก เพราะการลดหย่อนภาษีจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีเอกสารหลักฐานยืนยัน ซึ่งเอกสารลดหย่อนภาษีจะแตกต่างกันตามประเภทของการลดหย่อน ลองมาดูตัวอย่างการลดหย่อนที่พบบ่อยและเอกสารสำหรับใช้สิทธิ์ลดหย่อนที่ควรเตรียมไว้ในตารางกัน

 


ประเภทการลดหย่อน

เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐาน

ค่าลดหย่อนส่วนตัว/คู่สมรส/บุตร

สำเนาทะเบียนบ้าน / สูติบัตรบุตร / ใบสำคัญการสมรส

เบี้ยประกันชีวิต

ใบเสร็จรับเงิน + หนังสือรับรองการชำระเบี้ยจากบริษัทประกัน

เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา

ใบเสร็จรับเงิน + หนังสือรับรองจากบริษัทประกัน

กองทุน RMF/SSF

หนังสือรับรองการซื้อกองทุน

เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข./กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

หนังสือรับรองเงินสะสมประจำปี

ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อ/สร้าง/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย

หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้จากสถาบันการเงิน

เงินบริจาคทั่วไป

ใบเสร็จรับเงิน / หลักฐาน e-Donation

การซื้อสินค้า/บริการที่ร่วมโครงการ Easy E-Receipt 2.0

ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์จากร้านค้าที่เข้าร่วม

ประกันสังคม

50ทวิ หนังสือรับรองการหักเงินสมทบประกันสังคมประจำปี (นายจ้างจัดทำ)


สามารถยื่นภาษีได้ที่ไหนบ้าง

  1. ยื่นด้วยตัวเอง ที่กรมสรรพากร หรือที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา
  2. ยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์ E-Filing ของกรมสรรพากร 
  3. ยื่นภาษีผ่านแอป RD Smart Tax โดยต้องลงทะเบียนในเว็บไซต์กรมสรรพากรก่อน จึงจะสามารถใช้งานแอปเพื่อยื่นภาษีได้

เทคนิคการใช้สิทธิ์ลดหย่อนให้ได้ประโยชน์สูงสุด


แม้ว่าทางเลือกในการลดหย่อนภาษีนั้นมีมากมาย แต่วิธีที่ช่วยเราใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่ได้ผลที่สุด คือ การวางแผนล่วงหน้าและจัดลำดับการใช้สิทธิ์ตามความเหมาะสมของรายได้และเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง ตามขั้นตอนนี้

    1. ใช้สิทธิ์พื้นฐานครบก่อน ตรวจสอบว่าตนเองได้สิทธิ์ค่าลดหย่อนส่วนตัวพื้นฐานเท่าใด และได้ใช้สิทธิ์อย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่เสียก่อน
    2. เลือกทำประกันหรือการลงทุนที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง เช่น ถ้าทำงานประจำมีสวัสดิการประกันสุขภาพแล้ว และมีเป้าหมายออมเงินเพื่อเกษียณตัวเลือก RMF หรือประกันบำนาญก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับเป้าหมายมากกว่า
    3. กระจายการลงทุน สำหรับการลงทุนในกองทุนต่างๆ เช่น RMF/ThaiESG/ThaiESGX ผู้ขายกองทุนมีแนวทางในการลงทุนที่แตกต่างกัน อย่าลืมเช็กว่ากองทุนเหล่านี้เลือกลงทุนในสินทรัพย์ใดบ้าง และเลือกกระจายการลงทุนเพื่อบริหารความเสี่ยง
    4. อย่าลืมเช็กเพดานรวม เช่น สิทธิลดหย่อนจากประกันบำนาญ, RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกอช. เมื่อรวมกันแล้วใช้ได้ไม่เกิน 500,000 บาท
    5. ลดหย่อนแล้วมีเงินหลือใช้ ข้อนี้สำคัญมากๆ เลย สำหรับคนที่กลัวว่าจะต้องจ่ายภาษีเยอะจึงถมเงินไปใช้ในค่าลดหย่อนเต็มที่ สุดท้ายกลายเป็นว่าตัวเองไม่มีเงินเหลือใช้ ขาดสภาพคล่อง แบบนี้ไม่แนะนำเด็ดขาด

จัดการรายได้ง่าย ๆ ด้วย FlowAccount ให้ไม่พลาดสิทธิ์ลดหย่อนภาษี


สำหรับบุคคลธรรมดา ผู้มีรายได้ตามมาตรา 40(8) ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการค้าขายออนไลน์, ขายของในตลาด, หรือรายได้อื่น ๆ ที่ไม่เข้าข่ายแรงงานอิสระเฉพาะทาง ให้ FlowAccount เข้ามาช่วยบันทึกรายรับ–รายจ่าย แยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่ายให้ครบถ้วน เพื่อให้รู้กำไรที่แท้จริงก่อนจะไปวางแผนการลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่พลาดสิทธิ์ลดหย่อนภาษี


 

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ทุกคนน่าจะพอมีไอเดียว่า “ปี 2568 นี้จะหักค่าลดหย่อนอะไรดี” ส่วนที่เหลือก็คือ การวางแผนและจัดสรรเงินเพื่อลดหย่อนภาษีก่อนที่ปี 2568 นี้จะหมดไป และที่สำคัญ อย่าลืมจดบัญชีและเก็บเอกสารหลักฐานทุกครั้ง เพื่อจะได้ยื่นภาษีได้อย่างมั่นใจ ใช้สิทธิ์ได้เต็มที่ และขอคืนภาษีจากสรรพากรแบบผ่านฉลุย


คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับลดหย่อนภาษีปี 2568


1. ค่าลดหย่อนภาษีต้องจ่ายภายใน 31 ธันวาคม 2568 ใช่ไหม?

ตอบ: ใช่ ยกเว้น ลดหย่อนภาษีตามมาตรการรัฐ Easy E-Receipt 2.0 ต้องใช้สิทธิ์ตั้งแต่ 16 ม.ค. 2568 - 28 ก.พ. 2568, เที่ยวดีมีคืน ต้องใช้สิทธิ์ภายในวันที่ 29 ตุลาคม - 15 ธันวาคม 2568 และกองทุน ThaiESGX ลงทุนได้ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568


2. ลดหย่อนภาษี 2568 ซื้ออะไรได้บ้าง?

ตอบ: สำหรับการซื้อสินค้าและบริการเพื่อลดหย่อนภาษีตามมาตรการรัฐ Easy E-Receipt 2.0 จะใช้สิทธิ์ได้เมื่อซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่ได้รับใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) ตามรายละเอียดนี้

  • ค่าซื้อสินค้าและค่าบริการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม 
  • ค่าซื้อหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร 
  • ค่าบริการหนังสือ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอินเทอร์เน็ต 
  • ค่าซื้อสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม

และต้องใช้สิทธิ์ตั้งแต่16 ม.ค. 2568 - 28 ก.พ. 2568 เท่านั้น


3. จ่ายค่าลดหย่อนภาษี 1,000 บาท เท่ากับว่าลดภาษีไป 1,000 บาท ใช่ไหม?

ตอบ: ไม่ใช่ เพราะเมื่อจ่ายค่าลดหย่อน 1,000 บาทแล้ว จะลดภาษีได้เท่าใดขึ้นอยู่กับอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของตน เช่น หากเรามีฐานภาษีที่ 10% เมื่อจ่ายค่าลดหย่อน 1,000 บาท จะลดภาษีได้ 1,000 x 10% = 100 บาท สามารถตรวจสอบอัตราภาษีตัวเองได้


4. กรณียกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอะไรบ้าง?

ตอบ: เงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมีมากกว่า 100 รายการ ตัวอย่างเงินได้ที่ได้รับยกเว้นและพบบ่อยมีดังนี้ 

    • เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท/ปี 
    • เงินเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ตามที่จ่ายจริงในการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือของรัฐวิสาหกิจ
    • เงินทดแทนหรือค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างบางส่วน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
    • ดอกเบี้ยจากพันธบัตรออมทรัพย์บางประเภท ที่กฎหมายยกเว้น
    • ดอกเบี้ยออมทรัพย์ ที่รวมทุกบัญชีไม่เกิน 20,000 บาท/ปี
    • เงินประกันสังคม ที่นายจ้างร่วมสมทบ
  • เงินบำนาญชราภาพจากกองทุนประกันสังคม
  • เงินชดเชยความเสียหาย / เงินค่าสินไหมทดแทน เช่น จากประกันชีวิตหรืออุบัติเหตุ

สามารถดูรายละเอียดเงินได้ที่ได้รับยกเว้นเพิ่มเติมที่นี่ https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/borkor/taxreturn23072567.pdf


5. ใครบ้างที่ต้องเสียภาษี

ตอบ: ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ ผู้ที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปีที่ผ่านมาโดยมีสถานะ อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

        1)   บุคคลธรรมดา
        2)   ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
        3)   ผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี
        4)   กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง
        5)  วิสาหกิจชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

สำหรับชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย (อยู่เกิน 180 วันในปีภาษี) และมีเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือมีเงินได้จากต่างประเทศที่นำเข้ามาในประเทศไทย ถือว่าเป็นบุคคลธรรมดาที่ต้องยื่นภาษีในไทยเช่นเดียวกัน

 

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย