การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือน

คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือน

 
 

สำหรับการ “คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือน” นั้น

จะคำนวณแตกต่างจากการจ่ายเงินประเภทอื่น ซึ่งจะคำนวณในลักษณะของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้วนำมาเฉลี่ยเป็นรายเดือนอีกครั้งหนึ่ง ไม่ได้มีอัตราหักเป็นเปอร์เซ็นเหมือนการจ่ายค่าใช้จ่ายอื่นๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก บทความประเภทหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย ได้เลยครับ

 
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า ประเภทเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดานั้นมี 8 ประเภทด้วยกัน ซึ่งการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีนั้นแตกต่างกันออกไปตามประเภทของเงินได้นี้ ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้ประเภทที่ 1 ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ค่าเช่าบ้านที่นายจ้างออกให้ หรืออยู่บ้านนายจ้างโดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายหนี้แทนลูกจ้าง หรือเงินอื่นๆ ที่ได้รับ เช่น ค่าอาหารกลางวัน เป็นต้น

 
นอกจากแยกประเภทของเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้เงินได้แต่ละประเภทสามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งเงินได้ประเภทที่ 1 นี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในอัตราร้อยละ 50 แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

 
ยกตัวอย่างเช่น
นายคุ้กกี้มีเงินเดือนเดือนละ 30,000 บาท ถ้านายคุ้กกี้ทำงานตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2560 จนถึง 31 ธันวาคม 2560 นายคุ้กกี้จะมีเงินได้ตลอดทั้งปีเท่ากับ 30,000 x 12 = 360,000 บาท
นายคุ้กกี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของ 360,000 บาท (360,000 x 50% = 180,000 บาท) ซึ่งเกิน 100,000 บาท
 
ดังนั้นนายคุ้กกี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เพียง 100,000 บาท เหลือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย 260,000 บาท
แต่เดี๋ยวก่อนนะ! 260,000 บาทนี้ยังไม่ใช่จำนวนเงินที่นายคุ้กกี้ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีนะครับ

 

“ตามกฎหมายแล้วนอกจากหักค่าใช้จ่ายตามประเภทของเงินได้แล้ว ยังสามารถหักค่าลดหย่อนตามสถานะของผู้มีเงินได้ได้อีกด้วย”

 
ยกตัวอย่างเช่น
เงินเดือน (30,000 x 12) จำนวน 360,000 – ค่าใช้จ่าย (50% ไม่เกิน 100,000 บาท) จำนวน 100,000 = เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย จำนวน 260,000
เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย จำนวน 260,000 – ค่าลดหย่อนตัวเอง จำนวน 60,000 = เงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษี จำนวน 200,000

 
ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ยังมีค่าลดหย่อนให้หักอีกหลายข้อ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ กรมสรรพากร ได้เลยครับ

 
จากตัวอย่าง นายคุ้กกี้มีเงินเดือนเดือนละ 30,000 บาทเป็นคนโสด บิดามารดาไม่มีเงินได้และอายุ 58 ปีทั้ง 2 ท่าน นายคุ้กกี้จะต้องคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีดังนี้

 

  1. เงินเดือน (30,000 x 12) 360,000
  2. ลดหย่อนภรรยาหรือสามี (ภรรยา/สามีไม่มีเงินได้) 60,000 บาท
  3. บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมคนละ 30,000 บาท (รวมกันไม่เกิน 3 คน)
  4. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่อายุเกิน 60 ปี ท่านละ 30,000 บาท (กรณีสามี/ภรรยาไม่มีเงินได้ สามารถลดหย่อนบิดามารดาของภรรยา/สามีที่อายุเกิน 60 ปีได้อีกท่านละ 30,000 บาท)
  5. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือทุพพลภาพ 60,000 บาท
  6. ค่าเบี้ยประกันชีวิต (กรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป) ได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  7. ค่าเบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา หักได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท (บิดามารดามีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทในปีที่ใช้สิทธิยกเว้นนั้น)
  8. ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

 
เมื่อได้ยอดเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีแล้วก็นำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนี้

 
 

เงินได้สุทธิอัตราภาษีฐานภาษีจำนวนภาษีสูงสุด
0-150,000ยกเว้นภาษี150,0000
150,001 – 300,0005%150,0007,500
300,001 – 500,00010%200,00020,000
500,001 – 750,00015%250,00037,500
750,001 – 1,000,00020%250,00050,000
1,000,001 – 2,000,00025%1,000,000250,000
2,000,001 – 5,000,00030%3,000,000900,000
เกิน 5,000,000 ขึ้นไป35%

 
จากตัวอย่างนายคุ้กกี้มีเงินได้สุทธิ 200,000 บาทดังนั้น นายคุ้กกี้จะได้รับการยกเว้นภาษีในส่วน 150,000 บาทแรก และส่วนที่เหลือ 50,000 บาทต้องเสียภาษีในอัตรา 5% คิดเป็นเงินภาษีทั้งปีเท่ากับ
50,000 x 5% = 2,500 บาท จากนั้นนำไปเฉลี่ยเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรายเดือนจะได้เท่ากับ 2,500/12 จะได้เท่ากับเดือนละ 208.33 บาท

 
เมื่อได้ยอดการ “คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือน” แล้วสามารถนำไปกรอกในฟังก์ชั่น FlowPayroll ของ FlowAccount ได้เลย หากเงินเดือนของนายคุ้กกี้ไม่การเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ต้องคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายนี้ใหม่เลยครับ

ติดตามเรื่องราวอื่นๆของ FlowAccount.com ได้ที่

สมัครทดลองใช้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ฟรี
รับฟรี! Premium Package 30 วัน

You may also like