ค่ารับรองจ่ายอย่างไรให้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี

ค่าใช้จ่ายทางภาษี

ค่ารับรอง เป็นค่าใช้จ่ายที่มีอยู่เกือบทุกประเภทธุรกิจ หากผู้ประกอบการต้องการให้ค่ารับรองเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ ก็ควรวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ โดย

1.  ประมาณการรายได้ของบริษัทใน 1 ปี

2.  ประมาณการค่ารับรองให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายคือ ไม่เกิด 0.3% ของรายได้ (กรณีรายได้สูงกว่าทุนจดทะเบียน)

จากบทความ ค่าใช้จ่ายทางบัญชีและภาษี ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าแตกต่างกันอย่างไร ได้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างค่าใช้จ่ายทางบัญชี ค่าใช้จ่ายทางภาษี รวมถึงค่าใช้จ่ายต้องห้าม ซึ่งได้อธิบายไปแล้ว 1 ประเภท ก็คือ "ค่าใช้จ่ายส่วนตัว" ที่ไม่ควรนำมาเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการกันแล้วนะคะ

 

สำหรับบทความนี้จะอธิบายให้ผู้ประกอบการได้รู้จักกับค่าใช้จ่ายต้องห้ามอีก 1 ประเภทค่ะ นั่นก็คือ ค่ารับรอง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่มีอยู่เกือบทุกประเภทธุรกิจ 

 

หากถามว่าค่ารับรองเป็นค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าอะไร เชื่อว่าหลายคนคงตอบได้ว่า ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่ได้เลี้ยงลูกค้าไปนั่นเองค่ะ

 

ทำไมค่ารับรองถึงเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

 

ค่ารับรองโดยปกติจะถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี แต่กฎหมายได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์บางประการจึงส่งผลให้ค่ารับรองส่วนที่เกินกว่าหลักเกณฑ์นั้นจะถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

 

หลักเกณฑ์ค่ารับรองตามกฎหมาย 

 

ให้พิจารณาเป็น 2 กรณีคือ

 

กรณีที่ 1 ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรอง

 

1. ประเภทของค่าใช้จ่ายก็อย่างเช่น

  • ค่าอาหารและเครื่องดื่ม เช่น กิจการพาลูกค้าไปรับประทานข้าวหลังจากเซ็นสัญญาซื้อ-ขายสินค้า     
  • ค่าที่พัก เช่น กิจการพาลูกค้าไปดูโรงงานผลิตสินค้าที่เชียงราย เพื่อเยี่ยมชมสินค้า
  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกีฬา เช่น กิจการพาลูกค้าชาวต่างชาติที่มาติดต่อซื้อสินค้าไปออกรอบตีกอล์ฟที่เขาใหญ่

2. ต้องเป็นไปตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป 

 

3. บุคคลที่ได้รับการรับรองต้องไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท ยกเว้นว่าลูกจ้างดังกล่าวมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมการรับรอง

 

4. ค่ารับรองที่บริษัทจ่ายไปสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เท่ากับที่จ่าย แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้

 

ค่ารับรองที่หักค่าใช้จ่ายได้

 

ตัวอย่าง 

ทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสิ้นงวด จำนวน1,000,000 บาท
รายได้จากการขาย จำนวน3,000,000 บาท

 

เปรียบเทียบทุนที่ชำระแล้ว ณ วันสิ้นงวด กับรายได้จากการขาย

 

จำนวนที่สูงกว่าคือ รายได้จากการขาย

 

ค่ารับรองตามเงื่อนไข 3,000,000 x 0.3 % = 9,000 บาท

 

นอกจากนี้เรายังต้องจัดทำเอกสารประกอบการจ่ายค่ารับรอง เพื่อให้ถูกต้องตามหลักการบัญชีและภาษี ดังนี้

 

1. ต้องจัดทำใบขออนุมัติเบิกค่ารับรอง โดยต้องมีกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากกิจการให้เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ

 

2. ต้องระบุว่าบุคคลภายนอกที่กิจการเลี้ยงรับรองเป็นใคร เกี่ยวข้องกับกิจการอย่างไร ควรระบุชื่อ ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลที่เลี้ยงรับรองด้วย

 

3. ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินค่ารับรอง เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน

 

 

ใบขออนุมัติเบิกค่ารับรอง
ดาวน์โหลดเอกสาร ใบขออนุมัติเบิกค่ารับรอง

 

กรณีที่ 2 ต้องเป็นสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรอง 

 

เช่น ค่ากระเช้าดอกไม้ที่มอบให้แก่ลูกค้า เนื่องในโอกาสการฉลองเปิดสาขาใหม่ โดยจะต้องมีนามบัตรของบริษัท ระบุชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ เครื่องหมายการค้า ติดอยู่ที่กระเช้า มีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อคน ต่อครั้ง ที่ให้การรับรอง

 

คราวนี้เรามาดูกันค่ะว่าค่ารับรองส่วนที่เกินกว่าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จะส่งผลกระทบต่อการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตอนสิ้นปีอย่างไร

 

ตัวอย่าง บริษัทแห่งหนึ่งทำธุรกิจผลิตสินค้า มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ชำระแล้วเต็มมูลค่า มีรายได้จากการขายสินค้า จำนวน 3 ล้านบาท 

 

รายละเอียดค่าใช้จ่าย


ค่ารับรองจำนวน 110,000 บาท
ประกอบด้วย

  • บริษัทซื้อกระเช้าดอกไม้ จำนวน 1 กระเช้า มอบให้แก่ลูกค้า เนื่องในโอกาสฉลองเปิดสาขาใหม่ มูลค่า 4,000 บาท
  • บริษัทพาลูกค้าไปเลี้ยงอาหารภายหลังการเซ็นสัญญาสั่งซื้อสินค้า จำนวน 10,000 บาท
  • บริษัทพาลูกค้าไปดูโรงงานของบริษัทที่เชียงราย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร รวมทั้งสิ้น จำนวน 96,000 บาท

 

ค่าใช้จ่ายข้างต้นทั้ง 3 รายการ รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

 

ผู้ประกอบการคิดว่า ค่ารับรองดังกล่าวจะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งหมดหรือไม่

 

คำตอบคือ นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียงบางส่วน เนื่องจากหลักเกณฑ์ของกฎหมายค่ะ

 

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจะแยกค่ารับรองออกเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี กับ ค่าใช้จ่ายทางภาษีนะคะ

 

แยกค่ารับรอง

 

ค่ารับรองนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี จำนวน 11,000 บาท คำนวณได้จาก

 

กรณีที่ 1  ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับค่ารับรอง

 

1. รายได้จากการขาย จำนวน 3,000,000 บาท

ค่ารับรองตามกฎหมาย เท่ากับ 3,000,000 x 0.3% 9,000 บาท

 

2. ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว จำนวน 1,000,000 บาท

ค่ารับรองตามกฎหมาย เท่ากับ 1,000,000 x 0.3% 3,000 บาท

 

ค่าใช้จ่ายทางบัญชี

 

เปรียบเทียบค่ารับรองตามกฎหมายในข้อ 1 กับข้อ 2 โดยเลือกค่ารับรองที่สูงกว่า

 

ดังนั้นค่ารับรองที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายจะเท่ากับ 9,000 บาท (ตามที่อธิบายไว้ในกรณีที่ 1)

 

กรณีที่ 2 ต้องเป็นสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรอง

 

ส่วนค่ากระเช้าดอกไม้ที่ซื้อให้ลูกค้า จำนวน 4,000 บาท

 

ดังนั้นค่ารับรองที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย จะเท่ากับ 2,000 บาท (ตามที่อธิบายไว้ในกรณีที่ 2)

 

เพราะฉะนั้นค่ารับรองที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษี  = 11,000 บาท  (9,000 + 2,000)

 

ค่ารับรองส่วนที่เกิน ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม

 

ค่ารับรองส่วนที่เกิน   =  ค่ารับรองทางบัญชี - ค่ารับรองทางภาษี

 

ค่ารับรองส่วนที่เกิน   =  110,000 - 11,000  

 

ค่ารับรองส่วนที่เกิน   =  99,000 บาท

 

คำนวณกำไรสุทธิ

 

ถ้าเราคำนวณกำไรสุทธิทางบัญชี บริษัทจะมีกำไรสุทธิเท่ากับ 290,000 บาท

 

แต่ กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีจะต้องคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษี จะเท่ากับ 389,000 บาท

 

ในทางปฏิบัตินักบัญชีจะคำนวณหากำไรสุทธิทางบัญชี แล้วจึงนำค่ารับรองส่วนที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไปปรับปรุง บวกกลับ ในแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด.50) โดย

 

กำไรสุทธิทางภาษี

 

บริษัทต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิส่วนที่เกินจาก 300,000 บาท ในอัตรา 15%

 

คำนวณภาษีที่ต้องเสีย  =  89,000 x 15% = 13,350 บาท

 

กำไรสุทธิ จำนวน 300,000 บาท บริษัทได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ เนื่องจากบริษัทเข้าเงื่อนไขของ SME (สามารถดูคำอธิบายได้ในบทความ ค่าใช้จ่ายทางบัญชีและภาษี ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าแตกต่างกันอย่างไร)   

 

สรุปจากตัวอย่าง บริษัทจ่ายค่ารับรอง จำนวน 110,000 บาท 

 

แต่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เพียง 11,000 บาท

 

ผลต่างถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามจำนวน 99,000 บาท

 

เนื่องจากค่ารับรองดังกล่าวเกินกว่าหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่กำหนด  

 

ทำอย่างไรไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายต้องห้าม 

 

ผู้ประกอบการควรวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ โดย

 

1. ประมาณการรายได้ของบริษัทใน 1 ปี

 

2. ประมาณการค่ารับรองให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมายคือ ไม่เกิด 0.3% ของรายได้ (กรณีรายได้สูงกว่าทุนจดทะเบียน)

 

หากผู้ประกอบการสามารถทำได้ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ค่ารับรองที่จ่ายไปก็จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งหมดค่ะ

 

ติดตามเรื่องราวอื่นๆ ได้ที่ FlowAccount.com

สมัครทดลองใช้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ฟรี
รับฟรี! Premium Package 30 วัน

You may also like