ร้านอาหารเล็กๆ ต้องทำบัญชีอะไรบ้าง

บัญชีร้านอาหาร

การเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ให้ประสบความสำเร็จและมีกำไร ไม่เพียงอาหารอร่อยหรือการบริการที่ดีเท่านั้น แต่ยังอาศัยการบริหารจัดการที่เป็นระบบ โดยเฉพาะเรื่อง บัญชีร้านอาหาร” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมต้นทุนและวางแผนธุรกิจ ตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การปรุงอาหาร ไปจนถึงการรับชำระเงิน ทุกขั้นตอนล้วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางบัญชีทั้งสิ้น

ธุรกิจร้านอาหารอาจเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คนที่รักในการทำอาหารและงานบริการ แต่หากขาดความเข้าใจเรื่องบัญชีร้านอาหาร ก็อาจทำให้ร้านขายดีแต่ไม่มีกำไร หรือบริหารเงินผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว ร้านอาหารขนาดเล็กที่เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว จึงต้องมีทั้งเมนูซิกเนเจอร์ ทีมงานที่ดี และระบบบัญชีร้านอาหารที่ช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นรายได้ ต้นทุน และกำไรที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน


เลือกอ่านได้เลย!

ข้อดีของการทำธุรกิจร้านอาหารเล็ก ๆ


  • เริ่มต้นลงทุนไม่สูงมาก: ร้านอาหารขนาดเล็กสามารถเริ่มด้วยเงินลงทุนจำกัด ไม่ต้องมีค่าเช่าสถานที่ใหญ่หรือค่าอุปกรณ์เยอะ เหมาะสำหรับใครที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจและต้องการทดสอบตลาด
  • บริหารจัดการง่ายและยืดหยุ่น: สามารถตัดสินใจทำได้อย่างรวดเร็ว เช่น ปรับเมนู เปลี่ยนราคาหรือโปรโมชั่น อีกทั้งเจ้าของร้านยังสามารถควบคุมคุณภาพอาหารและบริการได้อย่างใกล้ชิด
  • มีความใกล้ชิดกับลูกค้า: สามารถสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าได้ง่าย รับฟีดแบคจากลูกค้าโดยตรงลทำให้ปรับปรุงอาหารและบริการได้ทันที
  • ทดลองสูตรอาหารและเมนูใหม่ได้ง่าย ด้วยขนาดร้านที่เล็กทำให้สามารถปรับสูตร ปรับรสชาติ หรือเพิ่มเมนูพิเศษโดยไม่กระทบต้นทุนมาก เหมาะกับการสร้างจุดขายหรือเมนูซิกเนเจอร์
  • ความเสี่ยงทางการเงินน้อยกว่า: ค่าใช้จ่ายคงที่ไม่สูงมาก เช่น ค่าเช่า พนักงาน และค่าวัตถุดิบ หากร้านไม่ทำกำไร สามารถปรับรูปแบบธุรกิจได้ง่าย
  • มีความเป็นเอกลักษณ์สูง: ร้านเล็กมักมีความเฉพาะตัว ทั้งในเรื่องรสชาติ บรรยากาศ การตกแต่ง หรือบริการ ทำให้ดึงดูดลูกค้าที่ชื่นชอบสไตล์เฉพาะของร้านได้ดี

เริ่มต้นเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ต้องทำอะไรบ้าง?


ธุรกิจร้านอาหารถือเป็นการผสมผสานระหว่างการปรุงอาหารและการบริการเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะขายก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นปิ้ง หรือราเม็ง ขั้นตอนการทำงานภายในร้านจะมีรูปแบบคล้ายกัน ตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ ไปจนถึงการเก็บเงิน

หากใครกำลังเริ่มต้นเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ การทำความเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ จะช่วยให้บริหารร้านง่ายขึ้น และสาารถสร้างกำไรได้ตั้งแต่วันแรก


เริ่มต้นเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ต้องทำอะไรบ้าง?


1. เริ่มจ่ายตลาด 

ถ้าเริ่มทำร้านอาหารขนาดเล็ก เจ้าของร้านมักจะซื้อวัตถุดิบวันต่อวัน หากเป็นร้านขนาดใหญ่ทางร้านจะสั่งวัตถุดิบทีละเยอะ ๆ โดยวัตถุดิบจะส่งตรงถึงหน้าร้าน พร้อมเงื่อนไขเครดิตต่าง ๆ  เช่น ชำระเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน ทำให้การบันทึกบัญชีวัตถุดิบนั้นสำคัญมาก เพราะการทำบัญชีร้านอาหารจะช่วยให้เจ้าของร้านติดตามต้นทุนและควบคุมสต๊อกสินค้าให้เป็นระบบ

การจัดการสต๊อกที่ดีจะช่วยลดของเสียและวัตถุดิบหมดอายุ ทำให้เห็นภาพรวมต้นทุนอาหารได้อย่างชัดเจน ทำให้การเชื่อมข้อมูลการซื้อเข้ากับระบบบัญชีร้านอาหารจึงเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารร้านให้ราบรื่นและมีกำไร


2. เข้าครัวปรุงอาหาร

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่การควบคุมต้นทุนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะทุกออร์เดอร์จำเป็นต้องตรวจสอบว่าตัดสต็อกวัตถุดิบครบถ้วนตามสูตรเมนูไหม ทั้งยังต้องรู้ต้นทุนต่อจานของแต่ละเมนูที่ทำออกไปให้ลูกค้าด้วย เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างแม่นยำ เพื่อที่จะตัดสินใจปรับราคาหรือเมนูได้อย่างเหมาะสม


3. เสิร์ฟอาหาร หรือส่งอาหาร

หากเป็นร้านที่มีหน้าร้าน พนักงานจะรับหน้าที่เสิร์ฟอาหาร ดูแลลูกค้าตามโต๊ะ และรักษาความเรียบร้อยภายในร้าน แต่ถ้าเป็นร้านที่ไม่มีหน้าร้านและเน้นขายผ่านเดลิเวอรี ก็จะมีต้นทุนเพิ่มเติม เช่น ค่าขนส่ง หรือค่าบริการแพลตฟอร์ม นอกเหนือจากค่าแรงพนักงาน ดังนั้นค่าใช้จ่ายในแต่ละส่วนควรถูกบันทึกไว้ในระบบบัญชีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงของการขายแต่ละช่องทาง


4. เก็บเงิน

ในแต่ละวัน ร้านอาหารมักได้รับเงินจำนวนไม่มากต่อครั้ง แต่มีรายการรับเงินเกิดขึ้นหลายครั้งตลอดวัน ดังนั้นขั้นตอนการคิดเงินจึงต้องรอบคอบ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคิดเงินตรงตามออร์เดอร์ครบถ้วน และเมื่อปิดร้านในแต่ละวัน ก็ควรตรวจนับเงินสดในเก๊ะหรือยอดรับชำระจากช่องทางต่าง ๆ ว่าตรงกับยอดขายที่บันทึกไว้หรือไม่เพราะการตรวจสอบและบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความผิดพลาด ทำให้การทำบัญชีร้านอาหารเป็นระบบ และช่วยให้เห็นภาพรายได้ของร้านได้ชัดเจนมากขึ้น


ทุกขั้นตอนในธุรกิจร้านอาหาร ตั้งแต่การจ่ายตลาด การปรุงอาหาร การขาย ไปจนถึงการเก็บเงิน ล้วนมีเรื่องบัญชีร้านอาหารเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอด หากต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง อาจใช้เวลานานและเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ทำให้การเลือกใช้ โปรแกรมบัญชีร้านอาหาร ที่เชื่อมต่อกับระบบ POS จึงช่วยลดภาระงานเหล่านี้ ทำให้ข้อมูลการขาย สต็อก และบัญชีถูกรวบรวมไว้ในระบบเดียว ช่วยให้การทำบัญชีเป็นเรื่องง่าย ประหยัดเวลา และทำให้เจ้าของร้านเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนมากขึ้น 


ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจร้านอาหารมีอะไรบ้าง


ปัญหาที่พบบ่อยในธุรกิจร้านอาหารมีอะไรบ้าง


ปัญหายอดฮิตของเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร มักจะหนีไม่พ้น 3 เรื่องนี้

1. บริหารวัตถุดิบ

เนื้อหมู เนื้อไก่ ผักสด หรือเครื่องแกง ล้วนเป็น “วัตถุดิบ” สำคัญในการปรุงอาหารแต่ละจาน แต่ปัญหาที่ร้านอาหารจำนวนมากมักเจอคือการบริหารวัตถุดิบได้ไม่ดีพอ เช่น ซื้อมาเกินความจำเป็น ใช้ไม่ทันจนหมดอายุ วัตถุดิบเน่าเสียก่อนใช้งาน หรือบางครั้งของหายโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเกิดจากการใช้เกินสูตรหรือการสูญหาย ส่งผลให้บางช่วงวัตถุดิบขาด ลูกค้าสั่งเมนูที่ต้องการไม่ได้

ปัญหาเหล่านี้จะจัดการได้ง่ายขึ้น เมื่อมีการทำสต๊อกวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ ตรวจนับสม่ำเสมอ และนำข้อมูลการขายมาวิเคราะห์ว่าเมนูใดเป็นที่นิยม เพื่อวางแผนการจัดซื้อให้เหมาะสม ช่วยลดของเสีย ควบคุมต้นทุน และทำให้การบริหารร้านอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น


2. ต้นทุนคงที่

ต้นทุนคงที่เป็นอีกหนึ่งภาระสำคัญที่เจ้าของร้านอาหารต้องรับผิดชอบ เพราะไม่ว่าช่วงไหนยอดขายจะมากหรือน้อย ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้ก็ยังเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน หากไม่ได้บันทึกบัญชีหรือไม่เคยรู้ชัดเจนว่าร้านมีต้นทุนคงที่อะไรบ้าง ก็อาจทำให้ประเมินกำไรผิดพลาด และไม่รู้ว่ายอดขายขั้นต่ำที่ร้านควรทำได้ในแต่ละเดือนอยู่ที่เท่าไร

ตัวอย่างต้นทุนคงที่ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงาน และค่าเสื่อมราคาของร้านหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ การทำบัญชีร้านอาหารอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เห็นภาพรวมของต้นทุนคงที่เหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยให้วางแผนการขายและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นในระยะยาว 


3. เงินหาย

ปัญหาเงินหายในร้านอาหารเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่คิดเงินลูกค้าไม่ครบ ทอนเงินเกิน รับเงินแล้วไม่เข้าเก๊ะ หรือไม่ได้ตรวจเช็กเงินสดทุกวัน สำหรับร้านที่ไม่มีระบบ POS เชื่อมกับบัญชี ปัญหานี้มักเกิดบ่อยขึ้น เพราะไม่สามารถมั่นใจได้ว่าทุกออร์เดอร์ถูกบันทึกบัญชีอย่างถูกต้อง และตรงกับยอดเงินในเก๊ะหรือ Bank Statement การจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ควบคุมรายได้ได้ครบถ้วนและลดความเสี่ยงเงินหาย


บัญชีร้านอาหาร ต้องทำอะไรบ้าง


1. การบันทึกรายรับ–รายจ่ายของร้านอาหาร

การบันทึกรายรับ–รายจ่าย คือ เป็นพื้นฐานที่สุดของบัญชีร้านอาหาร แต่เป็นจุดที่ร้านอาหารจำนวนมากพลาด เพราะมองว่า “รู้คร่าว ๆ ก็คงพอแล้ว” ทั้งที่ในความเป็นจริง ร้านอาหารมีแหล่งรายได้และค่าใช้จ่ายหลายรูปแบบ หากไม่บันทึกแยกอย่างเป็นระบบ จะทำให้มองภาพการเงินผิด และเข้าใจผิดคิดว่าร้านมีกำไรมากกว่าความเป็นจริง


รายรับของร้านอาหาร ควรบันทึกแยกตามช่องทาง เช่น

  • รายรับจากการขายหน้าร้าน (เงินสด / โอน / QR Payment)
  • รายรับจากบัตรเครดิต (ต้องคำนึงถึงค่าธรรมเนียม)
  • รายรับจากแอปเดลิเวอรี เช่น Grab หรือ LINE MAN
  • รายได้อื่น ๆ เช่น ค่าบริการ เซอร์วิสชาร์จ หรือจัดเลี้ยง

การแยกรายรับตามช่องทางช่วยให้รู้ว่า ช่องทางไหนทำเงินจริง และช่องทางไหนมีต้นทุนแฝงสูง


รายจ่ายของร้านอาหาร ควรบันทึกอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่ยอดรวม ได้แก่

  • ค่าวัตถุดิบอาหารและเครื่องดื่ม
  • ค่าแรงพนักงานประจำและพาร์ทไทม์
  • ค่าเช่าร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
  • ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด เช่น ค่าซ่อม ค่าวัสดุสิ้นเปลือง

หากร้านอาหารไม่บันทึกรายรับ–รายจ่ายอย่างเป็นระบบ มักจะเจอปัญหา “ยอดขายสูง แต่เงินสดไม่เหลือ” และไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าปัญหาเกิดจากต้นทุน ค่าใช้จ่าย หรือโครงสร้างราคาขาย


2. การจัดการต้นทุนอาหาร (Food Cost)

Food Cost คือ สัดส่วนของต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงอาหาร เมื่อเทียบกับยอดขาย ถือเป็นหัวใจสำคัญของบัญชีร้านอาหาร เพราะเป็นตัวชี้วัดโดยตรงว่าร้านทำกำไรได้จริงหรือไม่ ร้านอาหารที่ไม่ควบคุม Food Cost มักประสบปัญหา “ขายดีแต่ไม่กำไร”


สูตรคำนวณ Food Cost
Food Cost (%) = (ต้นทุนวัตถุดิบ ÷ ยอดขาย) × 100

ตัวอย่าง 

  • ยอดขายต่อเดือน 300,000 บาท
  • ต้นทุนวัตถุดิบ 135,000 บาท
  • Food Cost = 45%

โดยทั่วไป ร้านอาหารควรควบคุม Food Cost ให้อยู่ในช่วงประมาณ 30–35% (ขึ้นอยู่กับประเภทร้าน) หากสูงกว่านี้ แสดงว่าร้านอาจตั้งราคาขายต่ำเกินไป หรือมีการใช้วัตถุดิบเกินความจำเป็น

บัญชีร้านอาหารที่ดีจะช่วยให้

  • รู้ว่าเมนูไหนกำไรสูง เมนูไหนกำไรต่ำ
  • วิเคราะห์ว่าเมนูใดควรปรับสูตรหรือปรับราคา
  • ตัดสินใจเลิกเมนูที่ต้นทุนสูงแต่ขายไม่ดี
  • วางแผนโปรโมชั่นโดยไม่กระทบกำไร

Food Cost ที่ถูกควบคุมได้ดี คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ร้านอาหารเติบโตอย่างยั่งยืน


3. การจัดการสต๊อกวัตถุดิบ

สต๊อกวัตถุดิบคือเงินทุนของร้านอาหารที่อยู่ในรูปของสินค้า หากไม่มีการบันทึกสต๊อกอย่างชัดเจน จะทำให้เกิดการสูญเสียโดยไม่รู้ตัว ทั้งจากของเสีย ของหมดอายุ หรือการใช้วัตถุดิบเกินมาตรฐาน


บัญชีร้านอาหารควรเชื่อมโยงกับระบบสต๊อก เพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวของวัตถุดิบแบบครบถ้วน ได้แก่

  • วัตถุดิบรับเข้าแต่ละวัน
  • การเบิกวัตถุดิบไปใช้ในครัว
  • ของเสีย ของชำรุด หรือวัตถุดิบหมดอายุ
  • วัตถุดิบที่ใช้เกินสูตรหรือสูญหาย

การจัดการสต๊อกที่ดีช่วยให้

  • ลดการสูญเสียวัตถุดิบโดยไม่จำเป็น
  • ควบคุมต้นทุนอาหารให้แม่นยำ
  • วางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบได้เหมาะสม
  • ตรวจสอบความผิดปกติของต้นทุนได้รวดเร็ว

จัดการบัญชีร้านอาหารง่าย ๆ ด้วย POS เชื่อม FlowAccount


สำหรับร้านอาหารขนาดเล็กที่เมนูยังไม่ซับซ้อน การเริ่มใช้  FlowAccount Mobile POS เพื่อติดตามรายรับ–รายจ่ายและควบคุมสต๊อกได้แล้ว ส่วนร้านอาหารที่มีเมนูหลากหลาย วัตถุดิบเยอะ และต้องการจัดการสต๊อกอย่างละเอียด การใช้ Wongnai POS จะช่วยจัดการเมนูและสต็อกได้ครบถ้วน พร้อมเชื่อมข้อมูลเข้ากับ FlowAccount ทำให้เจ้าของร้านมองเห็นต้นทุน กำไร และรายรับ–รายจ่ายได้ชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำบัญชีร้านอาหาร เพราะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุน วางแผนเมนู ปรับราคาขาย และตัดสินใจบริหารร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกวัน


ลองดู โปรแกรมบัญชี เชื่อมต่อระบบ POS ว่าช่วยทำบัญชีร้านอาหารอะไรให้บ้าง



แม้หัวใจของธุรกิจร้านอาหารจะอยู่ที่รสชาติความอร่อยและการบริการที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเข้าใจวิธีบริหารร้านอาหารและการทำบัญชีร้านอาหารให้เป็นระบบ เพราะบัญชีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขหรือภาษีเท่านั้น แต่เป็นสื่งที่ช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นต้นทุน รายได้ และกำไรที่แท้จริง การมีระบบบัญชีที่ดีจึงช่วยควบคุมต้นทุนอาหาร บริหารสต๊อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจแม่นยำมากขึ้น


ความสุขของเจ้าของร้านอาหารจึงไม่ได้มีแค่รอยยิ้มของลูกค้าที่ได้กินของอร่อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “กำไร” ที่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารร้านอย่างเข้าใจ ทั้งเรื่องรสชาติและเรื่องบัญชีควบคู่กันไป


คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ บัญชีร้านอาหาร


1. ร้านอาหารเล็ก ๆ จำเป็นต้องทำบัญชีไหม?

ตอบ: การทำบัญชีร้านอาหารไม่ใช่แค่เรื่องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังมีความสำคัญต่อการบริหารจัดการธุรกิจเอง เพราะร้านอาหารมีรายรับ–รายจ่ายหลายรายการ ทั้งค่าจ้างพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ การทำบัญชีช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นภาพรวมการเงิน รู้ว่าร้านมีกำไรหรือขาดทุน และเตรียมพร้อมสำหรับการยื่นภาษีอย่างถูกต้อง


2. เมื่อไรที่ร้านอาหารควรเริ่มมีระบบบัญชี?

ตอบ: สัญญาณที่พบบ่อยคือ เจ้าของร้านไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าร้านมีกำไรจริงเท่าไร เงินสดควรเหลือเท่าไร หรือมีต้นทุนส่วนใดสูงผิดปกติ นอกจากนี้ อาจไม่แน่ใจว่ามีเงินที่ต้องรับจากลูกค้า หรือเงินที่ต้องจ่ายให้ซัพพลายเออร์ในอนาคตอีกเท่าไร

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น การซื้อขายแบบเครดิตและรายการค้างชำระต่างๆ จะเพิ่มขึ้น การมีระบบที่ช่วยบันทึกและติดตามข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระเบียบจะทำให้เจ้าของร้านมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจน ควบคุมกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการบริหารร้านในระยะยาว


3. รายได้จากร้านอาหารต้องเสียภาษีอย่างไร?

ตอบ: ร้านอาหารต้องพิจารณาภาษีหลัก 2 ประเภท คือ 

  • VAT: ร้านต้องจดทะเบียนเมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า และนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร
  • ภาษีเงินได้:
    • หากเป็นบุคคลธรรมดา จะเสียภาษีตาม “อัตราก้าวหน้า” (0 – 35%)
    • หากเป็นนิติบุคคล จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% ของกำไรสุทธิ (SMEs : 0 – 20%)

4. การจัดการเงินสดร้านอาหารต้องทำอย่างไร?

ตอบ: เงินสดเป็นหัวใจของธุรกิจร้านอาหาร การจัดการที่ดีช่วยป้องกันการสูญหายและทำให้ยอดขายถูกต้อง เช่น

  • แยกเงินสดของร้านออกจากเงินส่วนตัว
  • บันทึกรายรับ–รายจ่ายทุกวัน
  • ตรวจสอบยอดเงินในระบบบัญชี กับ บัญชีเงินฝากธนาคาร (Bank Reconciliation)

5. จะจัดการสต๊อกอาหารอย่างไรให้ถูกต้อง?

ตอบ: การควบคุมสต๊อกเป็นอีกหัวใจของร้านอาหาร ถ้าไม่จัดการให้ดี วัตถุดิบอาจเสียหายหรือจมทุนได้ การทำบัญชีสต๊อกจะช่วยควบคุมต้นทุน และคำนวณราคาต่อจานอาหารได้

  • บันทึกวัตถุดิบเข้า–ออกทุกวัน
  • คำนวณต้นทุนต่อจานอาหาร (Food Cost)
  • ตรวจสอบสต๊อกอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดการสูญเสียและขาดทุน
  • ใช้ข้อมูลสต๊อกเพื่อวางแผนการสั่งซื้อ

6. ร้านอาหารขายผ่านเดลิเวอรี บันทึกบัญชีอย่างไร

ตอบ: ต้องบันทึกยอดขายเต็มจำนวน (ก่อนหักค่าธรรมเนียม) และแยกค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเป็นค่าใช้จ่ายด้วย


7. ร้านอาหารควรทำบัญชีเอง หรือจ้างสำนักงานบัญชี

ตอบ: ร้านอาหารขนาดเล็กอาจเริ่มทำบัญชีเองด้วยโปรแกรมบัญชีที่ใช้งานง่าย เพื่อคุมต้นทุนและสต๊อก แต่เมื่อร้านเติบโตและมีหลายช่องทางขาย การจ้างสำนักงานบัญชีจะช่วยให้บริหารจัดการได้เป็นระบบ ลดความผิดพลาด และช่วยให้เจ้าของร้านโฟกัสกับการขายและพัฒนาร้านได้มากขึ้น

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย

บทความที่คุณน่าจะสนใจ