SKU คืออะไร? สำคัญแค่ไหนกับการทำธุรกิจออนไลน์

SKU คือ

SKU หรือ Stock Keeping Unit คือ หนึ่งในคำที่คนขายของออนไลน์ต้องเจอแทบทุกวัน ไม่ว่าจะขายผ่าน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop เพราะ SKU คือรหัสสำคัญที่ร้านค้ากำหนดขึ้นเอง ช่วยให้ร้านค้าบริหารสินค้าและสต็อกได้อย่างเป็นระบบ

แต่สำหรับมือใหม่หรือแม้แต่ร้านค้าที่เปิดมานาน หลายคนอาจยังสับสนว่าจริงๆ แล้วเจ้าโค้ดตัวนี้มีหลักการทำงานอย่างไร หรือแตกต่างจากรหัสสินค้าทั่วไปตรงไหน เพื่อให้คุณสามารถวางระบบหลังบ้านได้อย่างแม่นยำและไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง เรามาทำความรู้จักนิยามและความหมายที่แท้จริงของ SKU กันก่อน


เลือกอ่านได้เลย!

SKU คืออะไร ? 

SKU คือ รหัสสินค้าที่ย่อมาจากคำว่า Stock Keeping Unit เป็น “รหัสสินค้า” ที่ร้านค้ากำหนดขึ้นเอง เพื่อใช้ระบุสินค้าแต่ละรายการอย่างเฉพาะเจาะจง โดย SKU มักใช้แยกความแตกต่างของสินค้า เช่น

  • สี
  • ขนาด
  • รุ่น
  • แพ็กเกจ

ตัวอย่างหากคุณขายเสื้อ 3 ขนาดที่แตกต่างกัน (S, M, L) และ 3 สีที่แตกต่างกัน (แดง, ขาว, ดำ) ซึ่งแต่ละขนาดและสีจะมีการกำหนดรหัสและระบุ SKU เพื่อแยกสินค้า และทุกสินค้าต้องมี SKU ของตัวมันเอง เช่น SHIRT001-S-RED, SHIRT001-M-BLACK

 

ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ SKU ไม่ใช่ Barcode เพราะ SKU เป็นรหัสภายในร้าน ส่วน Barcode เป็นรหัสสากลสำหรับการสแกน ซึ่งจะมีการอธิบายความแตกต่างอย่างละเอียดในหัวข้อถัดไป


SKU สำคัญกับการทำธุรกิจออนไลน์ E-Commerce อย่างไร ?

สำหรับร้านค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะขายผ่าน Marketplace หรือ Social Commerce การมี SKU ที่ชัดเจนคือหัวใจของการจัดการสินค้าและสต็อก


ช่วยเช็คและบริหารสต๊อกได้อย่างแม่นยำ

การบริหารสต๊อกคือด่านปราบเซียนของคนขายของออนไลน์ การมี SKU จะช่วยอุดรอยรั่วนี้ได้เป็นอย่างดี

  • SKU ทำให้รู้ทันทีว่าสินค้าแต่ละแบบเหลือกี่ชิ้น ลดปัญหาขายเกินสต๊อก (Overselling) ที่ทำให้ต้องกดยกเลิกออเดอร์ลูกค้าภายหลัง ซึ่งเสียทั้งเครดิตและโอกาส
  • จัดการสินค้าที่มีความซับซ้อนได้ง่าย โดยเฉพาะร้านที่มีสินค้า หลายสี หลายไซซ์ หรือหลายรุ่น การระบุด้วยรหัส SKU จะช่วยแยกความแตกต่างของสินค้าที่หน้าตาคล้ายกันได้อย่างชัดเจน ทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของสินค้าทุกตัวว่าตัวไหนขายดี หรือตัวไหนเป็น Dead Stock

Stock Keeping Unit


ประหยัดเวลา ค้นหาสินค้าในคลังได้เร็วขึ้น

ความเร็วคือหัวใจสำคัญของการแพ็คของส่งให้ทันรอบขนส่ง SKU ช่วยลดขั้นตอนการทำงานส่วนนี้ได้ดี เพราะเมื่อมีเลข SKU ที่เป็นระบบ พนักงานหรือเจ้าของร้านสามารถค้นหาสินค้าได้ทันทีตามรหัสที่ระบุไว้บนชั้นวาง หรือกล่องเก็บของ

 

ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเปิดดูทีละรายการ หรือต้องมานั่งเดาว่าสินค้าชิ้นนี้คือลายไหน รุ่นไหน ช่วยลดความผิดพลาดในการหยิบสินค้าผิด (Human Error) ในขั้นตอนการ Pick & Pack ทำให้ส่งของถึงมือลูกค้าได้ถูกต้องและรวดเร็วขึ้น


รองรับเชื่อมต่อการขายหลายช่องทางได้ง่าย

ในยุคที่เราไม่ได้ขายแค่ช่องทางเดียว การทำ Omni-Channel หรือขายหลายแพลตฟอร์มพร้อมกันจำเป็นต้องมีตัวกลางในการเชื่อมข้อมูล โดยการมี SKU เดียวกันช่วยให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เลข SKU Shopee, เลข SKU Lazada และเลข SKU TikTok หากเราตั้งรหัสให้ตรงกันทุกแพลตฟอร์ม จะช่วยให้เราสามารถ "ตัดสต๊อกรวม" ได้จากจุดเดียว

 

ซึ่งจะช่วยให้คุณลดความสับสนเมื่อต้องขายหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน เมื่อมีออเดอร์เข้ามาจากทางไหน ระบบสต๊อกกลางจะรู้ทันทีว่าเป็นสินค้าตัวเดียวกันและทำการตัดยอดคงเหลือในทุกช่องทางให้สอดคล้องกันโดยอัตโนมัติ


SKU ต่างจาก Barcode อย่างไร? ตอบข้อสงสัยที่หลายคนอาจสับสน

แม้หลายคนจะสับสนและคิดว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่แท้จริงแล้ว SKU และ Barcode มีหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย SKU จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้บริหารจัดการสต๊อกหลังบ้านเป็นหลัก ในขณะที่ Barcode จะเน้นการใช้งานหน้าเคาน์เตอร์เพื่อสแกนขายสินค้า ซึ่ง Barcode นั้นมีทั้งแบบใช้ภายในร้านที่ไม่ต้องจดทะเบียน และแบบสากลที่ต้องจดทะเบียนเพื่อใช้วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้


รายการเปรียบเทียบ SKU Barcode (ใช้ภายใน) Barcode (EAN/UPC)
การกำหนดรหัส ร้านค้ากำหนดเอง ร้านค้ากำหนดเอง เป็นรหัสสากล
การใช้งาน ใช้ภายในร้าน ใช้ภายในร้าน ใช้ทั่วโลก
รูปแบบ ตัวอักษร + ตัวเลข ตัวอักษร + ตัวเลข ตัวเลขเท่านั้น
การจดทะเบียน ไม่ต้อง ไม่ต้อง ต้องขอจด
การสแกน ไม่จำเป็น ใช้เครื่องสแกน ใช้เครื่องสแกน
เหมาะสำหรับ ทุกธุรกิจที่มีสต็อก ร้านค้าทั่วไป / SME / ร้านออนไลน์ / POS ต้องการขายใน
- ห้างสรรพสินค้า
- Modern Trade (Lotus’s, Big C, Makro ฯลฯ)

 

- ต้องการขายผ่าน Distributor / ตัวแทนจำหน่าย

- ต้องการเป็นเลขสากล ไม่ซ้ำทั่วโลก


วิธีการตั้งรหัส SKU ให้เข้าใจง่าย (พร้อมตัวอย่าง)

หัวใจของการตั้งรหัส SKU ที่ดี คือ "เห็นแล้วต้องรู้ทันที" โดยไม่ต้องเปิดคู่มือแปล และที่สำคัญโครงสร้างของรหัสต้องยืดหยุ่นพอที่จะรองรับสินค้าใหม่ ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาในอนาคตได้ด้วย โดย การตั้งรหัสไม่มีกฎตายตัว แต่เพื่อให้เป็นระบบเดียวกันทั้งร้าน แนะนำให้ใช้โครงสร้างดังนี้:

 

  • เริ่มจากหมวดหมู่สินค้า: เพื่อให้รู้ว่าเป็นสินค้าประเภทไหน
  • ตามด้วยคุณสมบัติเฉพาะ: ระบุรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น รุ่น, สี, หรือขนาด
  • คั่นด้วยเครื่องหมายขีดกลาง (-): เพื่อให้อ่านง่าย สบายตา และแบ่งกลุ่มคำชัดเจน

ตัวอย่างการใช้ตัวย่อยอดนิยม จะเป็นการใช้ตัวย่อสากลจะช่วยให้รหัสสั้น กระชับ และจำง่ายขึ้น เช่น

  • หมวดสินค้า: TS = T-Shirt (เสื้อยืด), SH = Shoes (รองเท้า)
  • สี: BLK = Black (ดำ), WH = White (ขาว), NV = Navy (กรมท่า)
  • ขนาด: S, M, L, XL หรือตัวเลขเบอร์รองเท้า 38, 39, 40

ตัวอย่างการตั้งรหัส SKU แบบเข้าใจง่ายและนำไปใช้งานได้จริง 

TS-BLK-M มาจาก: T-Shirt (เสื้อยืด) + สี Black (ดำ) + ไซซ์ M

ความหมาย: เสื้อยืด สีดำ ไซซ์ M

 

SH-WH-42 มาจาก: Shoes (รองเท้า) + สี White (ขาว) + เบอร์ 42

ความหมาย: รองเท้า สีขาว เบอร์ 42

 

แต่ถ้าหากคุณใช้ระบบ บริหารสต๊อกของ FlowAccount คุณสามารถนำหลักการตั้งชื่อนี้ไประบุเป็นรหัสสินค้าเพื่อผูกกับระบบตัดสต๊อกอัตโนมัติได้ทันที ช่วยให้เปิดบิลขายได้รวดเร็วและแม่นยำ โดยไม่ต้องมานั่งจำรหัสเองให้ยุ่งยากและเสี่ยงต่อความผิดพลาด [คลิกเพื่อทดลองใช้ฟรี]


ข้อควรระวังในการตั้งเลข SKU มีอะไรบ้าง ? 

แม้ว่าเราจะสามารถกำหนด SKU ได้เองตามความเข้าใจ แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ต้องระวัง เพื่อป้องกันความสับสนของพนักงานและปัญหา Error เมื่อนำไปใช้กับโปรแกรมจัดการสต๊อกหรือ Excel ดังนี้

  • อย่าตั้งเลข SKUซ้ำกันเด็ดขาด แม้สินค้าจะคล้ายกันมาก
  • อย่าตั้งยาวเกินไป อ่านยาก และจำยาก ควรมีความยาวระหว่าง 6-16 ตัวอักษรและไม่เกิน 30 ตัว
  • หลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรที่สับสน เช่น O กับ 0 หรือ  1, I , L
  • อย่าเริ่มต้น SKU ของคุณด้วยเลขศูนย์ 0 เนื่องจาก  Excel และซอฟต์แวร์สเปรดชีตอื่น ๆ จะตัด 0 ออก จะส่งผลให้ข้อมูลเกิดความผิดพลาดได้
  • อย่าใช้ช่องว่างหรือเครื่องหมายทับ (/ หรือ \),“ &”,“%”,“?”, เครื่องหมายคำพูด , จุลภาคหรืออักขระพิเศษอื่น ๆ เพราะอาจทำให้ระบบซอฟต์แวร์สับสนได้ 
  • หลีกเลี่ยงการตั้ง SKU ด้วยอักษรไทย เพราะอาจทำให้ระบบซอฟต์แวร์สับสนได้ 
  • อย่าเปลี่ยน SKU บ่อย เพราะกระทบสต็อกและรายงาน
  • ควรตั้งเลข SKU ให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งร้าน

สรุปทั้งหมด

SKU คือรหัสสินค้าที่ร้านค้ากำหนดเอง เพื่อช่วยจัดการสต็อก ค้นหาสินค้า และขายหลายช่องทางได้อย่างเป็นระบบ ยิ่งร้านโต มีหลาย SKU มากเท่าไร การจัดการที่ดีจะยิ่งสำคัญมากขึ้น

 

หากคุณกำลังมองหาระบบที่ช่วยจัดการ SKU + จัดการและบริหารสต็อกเพื่อการขายออนไลน์ ในที่เดียว เพราะโปรแกรมบัญชีออนไลน์ FlowAccount มีฟีเจอร์ Inventory Management ที่ช่วยให้คุณเห็นสต็อกแบบเรียลไทม์ ตั้ง SKU ได้ง่าย และเชื่อมต่อข้อมูลการขายได้อย่างมืออาชีพ สำหรับใครที่สนใจสามารถทดลองใช้งาน ระบบบริหารสต็อกสินค้าจาก FlowAccount ได้เลยตอนนี้ 


https://flowaccount.com/inventory-management


คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ SKU 

Barcode แบบ EAN กับ UPC คืออะไร ต่างกันอย่างไร?

ตอบ : EAN (European Article Number) เป็นบาร์โค้ดที่ใช้แพร่หลายที่สุดในโลก ใช้ใน ยุโรป เอเชีย ออสเตรเลีย รวมถึง ประเทศไทย ด้วย มีจำนวน 13 หลัก (เรียก EAN-13)

 

UPC (Universal Product Code) เป็นบาร์โค้ดที่ใช้หลัก ๆ ใน สหรัฐอเมริกา และแคนาดา มีจำนวนหลัก: 12 หลัก


ใครเป็นผู้กำหนดรหัส SKU?

ตอบ : เจ้าของร้านหรือธุรกิจเป็นผู้กำหนดเองได้ทั้งหมด ไม่มีข้อบังคับตายตัว


เลข SKU จำเป็นต้องเหมือนกันทุกแพลตฟอร์มหรือไม่?

ตอบ : แนะนำให้เหมือนกัน เพื่อให้บริหาร เลข sku shopee, เลข sku lazada และเลข sku tiktok ได้ง่ายและไม่สับสน


ร้านค้าออนไลน์เล็ก ๆ จำเป็นต้องมี SKU ไหม?

ตอบ : จำเป็น ถึงแม้ว่า ตอนนี้ยังเป็นร้านค้าเล็ก ๆ แต่หากมีการตั้ง SKU สำหรับสินค้านับสต็อกต้ังแต่วันแรก จะช่วยลดความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้น


ใช้ระบบอะไรช่วยจัดการ SKU ได้บ้าง ? 

ตอบ : คุณสามารถใช้ระบบ Inventory Management เช่น FlowAccount ในการช่วยจัดการ SKU บริหารสต็อก และรายงานได้ครบในที่เดียว 

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย

บทความที่คุณน่าจะสนใจ