สวัสดิการพนักงานแบบไหนบ้าง ที่บริษัทยุคใหม่ต้องมี

สวัสดิการพนักงาน

“สวัสดิการพนักงาน” กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผู้สมัครงานใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจร่วมงานกับบริษัทใดบริษัมหนึ่ง และยังมีผลต่อการตัดสินใจของพนักงานเดิมว่าจะอยู่ต่อหรือมองหาที่ใหม่ เพราะสวัสดิการสะท้อนให้เห็นถึงการให้คุณค่ากับคนทำงานขององค์กรโดยตรง

สวัสดิการพื้นฐานที่กฎหมายกำหนด เช่น น้ำดื่มสะอาด, ห้องน้ำที่ได้มาตรฐาน หรือยารักษาพยาบาล เป็นเพียงสวัสดิการพนักงานขั้นพื้นฐานเท่านั้น เพราะในยุคที่ความคาดหวังของคนทำงานเปลี่ยนไป องค์กรจำเป็นต้อง “ยกระดับสวัสดิการพนักงาน” ให้ตอบโจทย์มากกว่าความจำเป็นพื้นฐาน เช่น โบนัสประจำปี, วันลาพิเศษ เวลาทำงานแบบยืดหยุ่น และประกันสุขภาพครบวงจร ไปจนถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพกายและใจ รวมถึงสวัสดิการตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

 

การมีสวัสดิการที่ดีไม่เพียงช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน แต่ยังช่วยเสริมความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กร ทำให้พนักงานรู้สึกมั่นคง มีความสุข และพร้อมเติบโตไปกับบริษัทในระยะยาว

 

เลือกอ่านได้เลย!

สวัสดิการพนักงาน คืออะไร?

 

สวัสดิการพนักงาน (Employee Benefits) คือ สิทธิประโยชน์ที่นายจ้างมอบให้แก่พนักงาน นอกเหนือจากค่าจ้างหรือเงินเดือน เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และแรงจูงใจในการทำงานให้พนักงานในบริษัทมากขึ้น โดยสวัสดิการเหล่านี้มีทั้งที่ กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องให้ และ สวัสดิการที่องค์กรให้เพิ่มเติมเอง 

 

ประเภทของสวัสดิการพนักงานมีอะไรบ้าง?

 

1. สวัสดิการพนักงานขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย

สวัสดิการพนักงานขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย คือ สวัสดิการที่นายจ้างต้องจัดหาให้กับพนักงานตามกฎหมาย กฎกระทรวงแรงงาน ดังนี้

 การจัดหาน้ำดื่มและห้องน้ำ

  • นายจ้างจะต้องจัดให้มีน้ำสะอาดสำหรับดื่ม อย่างน้อย 1 ที่ ต่อลูกจ้าง 40 คน และเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วน โดยเศษของ 40 ถ้าเกิน 20 คนให้ถือว่าเป็น 40 คน
  • นายจ้างจะต้องจัดให้สถานที่ทำงานมีห้องน้ำที่มีการดูแลรักษาความสะอาดให้อยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะเป็นประจำทุกวัน แยกห้องน้ำชายและห้องน้ำหญิง และหากมีลูกจ้างที่เป็นคนพิการ ก็ต้องจัดให้มีห้องน้ำสำหรับคนพิการต่างหากด้วย

การจัดหาสิ่งจำเป็นในการปฐมพยาบาลและการรักษาพยาบาล

  • นายจ้างต้องจัดหาสิ่งจำเป็นในการปฐมพยาบาลหรือในการรักษาพยาบาล เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อประสบอันตราย 
  • กรณีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มีเวชภัณฑ์และยา อย่างน้อย 29 รายการ ดังนี้ กรรไกร,  แก้วยาน้ำ และแก้วยาเม็ด, เข็มกลัด, ถ้วยน้ำ, ที่ป้ายยา, ปรอทวัดไข้, ปากคีบปลายทู่, ผ้าพันยืด, ผ้าสามเหลี่ยม, สายยางรัดห้ามเลือด, สำลี, ผ้าก๊อซ, ผ้าพันแผล และผ้ายาง, ปลาสเตอร์ปิดแผล, หลอดหยดยา, ขี้ผึ้งแก้ปวดบวม, ทิงเจอร์ไอโอดีน หรือโพวิโดน-ไอโอดีน, น้ำยาโพวิโดน-ไอโอดีน ชนิดฟอกแผล, ผงน้ำตาลเกลือแร่, ยาแก้ผดผื่นที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ, ยาแก้แพ้, ยาทาแก้ผดผื่นคัน, ยาธาตุน้ำแดง, ยาบรรเทาปวดลดไข้, ยารักษาแผลน้ำร้อนลวก, ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร, เหล้าแอมโมเนียหอม, แอลกอฮอล์เช็ดแผล, ขี้ผึ้งป้ายตา  ถ้วยล้างตา, น้ำกรดบอริคล้างตา และ ยาหยอดตา
  • กรณีมีลูกจ้าง 200 คนขึ้นไป ต้องมีห้องรักษาพยาบาล พร้อมเตียงพักคนไข้อย่างน้อย 1 เตียง รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ประจำอย่างน้อย 1 คน ตลอดเวลาทำงาน หรือ นายจ้างสามารถทำข้อตกลงกับสถานพยาบาลที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อส่งลูกจ้างเข้ารับการรักษาได้ตลอดเวลา แทนการจัดให้มีแพทย์ประจำได้ 

2. สวัสดิการพนักงานนอกเหนือกฎหมาย

สวัสดิการพนักงานนอกเหนือกฎหมาย คือ  ผลประโยชน์ที่นายจ้างมอบให้กับพนักงานเป็นพิเศษนอกเหนือจากสวัสดิการขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย ในส่วนนี้เองที่หลายๆ บริษัทแข่งกันจัดหาสวัสดิการพิเศษนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่พนักงานปัจจุบัน รวมถึงดึงดูดให้คนเข้ามาสมัครงานที่องค์กร

 

 

สวัสดิการพนักงาน

 

รวม 10 สวัสดิการพนักงานที่บริษัทยุคใหม่ต้องมี

 

1. โบนัส หรือ การปรับเงินเดือนประจำปี

การจ่ายโบนัส ให้แก่พนักงานตามผลประกอบการของบริษัท และการปรับเงินเดือนประจำปี เป็นหนึ่งในสวัสดิการพนักงานที่จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความเชื่อมั่นต่อองค์กร เป็นเหมือนรางวัลให้แก่พนักงานที่ทำงานอย่างหนักมาทั้งปี 

 

2. วันหยุดที่มากขึ้น หรือ วันลาพิเศษ

การให้โควต้าวันลาพิเศษแก่พนักงาน นอกเหนืออจากวันหยุดและวันลาตามกฎหมาย เพื่อให้พนักงานได้มีเวลาพักผ่อนและคลายความเครียดจากการทำงาน เช่น อาจกำหนดโควต้าวันลาพิเศษต่อปี หรือกำหนดวันลาเพิ่มเติมสำหรับวันพิเศษต่างๆ เช่น วันเกิด เป็นต้น 

 

3. เวลาทำงานและสถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่น

ด้วยรูปแบบการทำงานของคนยุคใหม่ที่ต้องการอิสระและอาจไม่สะดวกเข้างานเช้า การให้พนักงานสามารถเลือกเวลาเข้างานออกงานเองได้ หรือสามารถเลือกที่จะทำงานที่บ้านได้ (Work from home) ถือเป็นสวัสดิการที่พนักงานต้องการเป็นอย่างมากโดยรูปแบบการทำงานในลักษณะนี้จะให้ความสำคัญไปที่ผลลัพธ์หรือชิ้นงานมากกว่าขั้นตอนการทำงาน และทำให้พนักงานมีอิสระ รวมถึงช่วยลดความตึงเครียดระหว่างวันได้

 

4. เงินออมพิเศษ หรือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

การมีระบบออมเงินร่วมระหว่างพนักงานกับบริษัท เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินออมพิเศษรายเดือน เป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวและช่วยส่งเสริมวินัยในการออม ช่วยให้พนักงานวางแผนอนาคตได้ดีขึ้นและรู้สึกว่าบริษัทห่วงใยความมั่นคงหลังเกษียณได้จริงๆ

 

5. ประกันสุขภาพ

การจัดหาประกันสุขภาพ หรือที่เรียกว่า ‘ประกันกลุ่ม’ ให้แก่พนักงานเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงานได้ โดยเฉพาะประกันสุขภาพนอกเหนือจากประกันสังคม ที่ครอบคลุมถึงค่ารักษาพยาบาลจากความเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ ทำให้พนักงานเห็นว่าบริษัทเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตน สร้างความภักดีต่อองค์กรและอยากอยู่ในองค์กรต่อไป

 

6. สวัสดิการเสริมสร้างการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

การให้การสนับสนุนการศึกษาทั้งในและนอกเวลางาน เพื่อให้พนักงานมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ โดยอาจจัดให้มีการเข้าถึง E-learning จัดให้มีห้องสมุดในสถานที่ทำงาน หรือให้พนักงานสามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการอบรมสัมมนา เพื่อเพิ่มทักษะความรู้หรือพัฒนาตนเอง

 

7. สวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพ

นอกเหนือจากประกันสุขภาพแล้ว สวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพในชีวิตประจำวันทั่วไปก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญ เช่น การจัดให้มีห้องออกกำลังกาย, มีกิจกรรมออกกำลังกายประจำสัปดาห์ หรือบริการนวดแก้ปวดเมื่อยให้กับพนักงาน 

 

8. สวัสดิการที่รองรับไลฟ์สไตล์ของพนักงาน

สวัสดิการที่ถูกใจพนักงานอย่างแน่นอน เนื่องจากพนักงานแต่ละคนย่อมมีงานอดิเรกที่หลากหลาย การสนับสนุนกิจกรรมที่ตรงต่อไลฟ์สไตล์จะช่วยให้สามารถบรรเทาความเครียดจากการทำงาน และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการออกกำลังกาย, ค่าสมาชิกฟิตเนส, การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวประจำปี, มีบอร์ดเกมส์, มีโซนพักผ่อนระหว่างการทำงาน มีบาร์ขนม และเครื่องดื่ม 

 

9. สวัสดิการด้านค่าเดินทาง

การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของพนักงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและเพิ่มความสะดวกในการมาทำงาน โดยบริษัทอาจให้การสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ค่าเดินทางเหมาจ่ายรายเดือน, ค่าน้ำมันรถ, ค่าทางด่วน, ค่าที่จอดรถ หรือจัดรถรับส่งพนักงานในเส้นทางหลัก ๆ ซึ่งสวัสดิการด้านค่าเดินทางจะช่วยลดความเหนื่อยล้าและความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ทำให้พนักงานสามารถโฟกัสกับการทำงานได้มากขึ้น ทั้งยังสะท้อนถึงความใส่ใจของบริษัทต่อคุณภาพชีวิตของพนักงาน ในยุคที่ค่าครองชีพและค่าเดินทางมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

10. สวัสดิการที่ครอบคลุมถึงครอบครัวของพนักงาน

การให้ความสำคัญกับความสุขของครอบครัวพนักงาน เช่น ประกันสุขภาพสำหรับคู่สมรสและบุตร, วันลาพักร้อนเพื่อดูแลครอบครัว, เงินช่วยเหลือในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินกับสมาชิกในครอบครัว หรือกิจกรรมสำหรับครอบครัวของพนักงาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพนักงานและคนที่เขารักได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ส่งผลให้พนักงานมีความสุขและทุ่มเทกับงานได้เต็มที่มากขึ้น


 

กฎหมายและภาษีที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการพนักงาน

 

สวัสดิการบางประเภทอยู่ภายใต้ กฎหมายแรงงานและภาษีอากร ดังนี้

 

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: สวัสดิการที่เป็นเงินหรือมีมูลค่า (เช่น รถประจำตำแหน่ง) อาจต้องถือเป็นรายได้พนักงาน 
  • ค่าใช้จ่ายของบริษัท: สวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานโดยตรง เช่น อบรมพนักงาน หรือสุขภาพ สามารถนำมาหักภาษีได้ 
  • ประกันสังคม: นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบตามอัตรากฎหมายทุกเดือน

 

จัดการสวัสดิการพนักงานให้ครบถ้วน ด้วยโปรแกรม Payroll

 

การจัดการสวัสดิการและค่าตอบแทนให้ครบถ้วนและถูกต้องถือเป็นหัวใจของ HR ยุคใหม่ โปรแกรมเงินเดือน Payroll จาก FlowAccount ช่วยให้บริษัทคำนวณเงินเดือน ค่าล่วงเวลา (OT) โบนัส และสวัสดิการต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดความผิดพลาด และสามารถออกรายงานสำหรับพนักงานและผู้บริหารได้ทันที ทำให้การดูแลพนักงานเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 

สวัสดิการพนักงานเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นายจ้างควรให้ความสำคัญเนื่องจากมีผลต่อการตัดสินใจของพนักงานเป็นอย่างมาก การจัดหาสวัสดิการพนักงานที่ดีและตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน จะช่วยให้พนักงานมีแรงจูงใจการทำงาน สร้างความภักดีให้แก่องค์กร และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกด้วย


 

คำถามที่พบบ่อย (Q&A) เกี่ยวกับสวัสดิการพนักงาน

 

1. สวัสดิการพนักงานที่บริษัทจำเป็นต้องมีตามกฎหมายมีอะไรบ้าง?

ตอบ: ตามกฎหมายแรงงานไทย บริษัทต้องจัดให้มีสวัสดิการพนักงาน ดังนี้

  1. การขึ้นทะเบียนประกันสังคม 
  2. วันหยุดประจำสัปดาห์ 
  3. วันลาพักร้อน 
  4. ค่าชดเชยเมื่อตกงานหรือเลิกจ้างโดยไม่ผิด 
  5. สถานที่ทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย 

2. สวัสดิการแบบไหนที่ช่วยดึงดูดคนรุ่นใหม่ได้ดี?

ตอบ: คนรุ่นใหม่มักมองหาสวัสดิการที่ตอบโจทย์ “ชีวิตและการเติบโต” เช่น

  1. Work from anywhere / Flexible time 
  2. สวัสดิการสุขภาพจิต 
  3. ค่าเรียนเสริมทักษะ หรือทุนอบรม 
  4. สวัสดิการดูแลสัตว์เลี้ยง 
  5. ทริปท่องเที่ยวหรือกิจกรรมทีมบิลดิ้ง

 

3. สวัสดิการพนักงานกับค่าจ้างต่างกันอย่างไร?

ตอบ: ค่าจ้าง คือ เงินตอบแทนโดยตรง สำหรับการทำงานในแต่ละเดือน ส่วนสวัสดิการคือ ผลประโยชน์เพิ่มเติม ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน เช่น ประกันสุขภาพ หรือกองทุนออมเงิน

 

4. พนักงานสามารถเลือกหรือปรับสวัสดิการได้ไหม?

ตอบ: ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละองค์กร บางบริษัทใช้ระบบ Flexible Benefit ให้พนักงานเลือกสวัสดิการที่เหมาะกับตนเอง เช่น เลือกเพิ่มงบประกันสุขภาพ หรือเปลี่ยนเป็นงบเรียนคอร์สออนไลน์แทน

 

5. สวัสดิการพนักงาน ต้องเสียภาษีไหม?

ตอบ: บางรายการถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมาคิดภาษี เช่น โบนัส หรือเงินช่วยเหลือบางประเภท แต่บางอย่างไม่ต้องเสียภาษี เช่น ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายให้จริงตามใบเสร็จ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมสรรพากร)

 

About Author

รับวันใช้งานฟรี 30 วัน
เมื่อสมัครทดลองใช้ FlowAccount วันนี้
สมัครเลย

บทความที่คุณน่าจะสนใจ