ฟรีแลนซ์เปิดบริษัท เมื่อไรดี ตอนที่ 2: คำนวณตัวเลขเพื่อช่วยตัดสินใจเปิดบริษัท

ฟรีแลนซ์เปิดบริษัท เมื่อไรดี 01

 
จากบทความ ฟรีแลนซ์เปิดบริษัท เมื่อไรดี ตอนที่ 1: จะเป็นเจ้าของธุรกิจหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของชีวิต ไม่ใช่ตัวเลขภาษี ได้พูดถึงมุมมองที่ช่วยในการตัดสินใจว่าฟรีแลนซ์ควรเปิดบริษัทดีหรือไม่ไปแล้ว ในตอนนี้จะพูดถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเปิดบริษัท คือรายได้ ค่าใช้จ่าย และภาษี

 

เหตุผลหนึ่งที่ฟรีแลนซ์หลายคนตัดสินใจเปิดบริษัท คือตัวเลขภาษีที่ต้องจ่าย เนื่องจากฟรีแลนซ์บางรายที่รับงานโปรเจกต์ใหญ่ เช่น รับทำโฆษณา จัดอีเวนต์ ฯลฯ มักจะได้รับเงินทุนก้อนใหญ่มาจำนวนหนึ่ง เพื่อนำไปจัดหาทีมงานและบริหารงานต่อเอง ทำให้นายจ้างที่อยู่ในสถานะบุคคลธรรมดาจะต้องจ่ายภาษีตามรายได้ที่ได้รับมา แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกิดขึ้นก็ตาม จึงเสียภาษีไม่ตรงกับรายได้ที่ได้รับจริง หรือเสียภาษีมากเกินความจำเป็น

 
ฟรีแลนซ์เปิดบริษัท เมื่อไรดี 02

 
แต่สำหรับฟรีแลนซ์ที่รับงานในขอบเขตที่เล็กลงมา เช่น งานวิทยากร งานเขียน งานแปล ออกแบบกราฟิก ออกแบบเว็บไซต์ ฯลฯ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานน้อย แต่รายรับสูง เมื่อเสียภาษีเยอะเข้า ก็จะเริ่มอยากหาทางเลือกในการลดภาษี

 
แล้วฟรีแลนซ์ต้องมีรายได้เท่าไรถึงควรเริ่มพิจารณาเปิดบริษัท คำตอบคือ ให้ลองดูอัตราภาษีเงินได้ระหว่างบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเทียบกัน ฟรีแลนซ์ที่มีรายได้สุทธิตั้งแต่ 750,001-1,000,000 บาทต่อปีขึ้นไป จะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 และเสียแบบเป็นขั้นบันไดไปจนถึงอัตราร้อยละ 35 ในขณะที่อัตราภาษีนิติบุคคลจะเสียร้อยละ 15 และสูงสุดที่อัตราร้อยละ 20 (เมื่อมีรายได้ 3,000,000 บาทขึ้นไป) ซึ่งนิติบุคคลจะประหยัดภาษีได้มากกว่าเยอะเลย ลองเช็กอัตราภาษีนี้ได้ในเว็บไซต์กรมสรรพากร

 
ทั้งนี้ แม้การเปิดบริษัทจะช่วยให้เสียภาษีน้อยลงได้ หากต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเปิดบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องตามมา 2 เรื่องคือ

 

1. เจ้าของธุรกิจต้องเสียภาษีทั้งภาษีนิติบุคคลและภาษีบุคคลธรรมดา  

การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้หมายความว่าจะย้ายฐานภาษีไปเลย หากต้องเสียภาษีทั้ง 2 แบบ โดยบริษัทที่เปิดจะเสียภาษีตามอัตรานิติบุคคล แล้วเจ้าของธุรกิจที่เลือกรับเงินเดือนจากบริษัทตัวเองในรูปแบบเงินปันผล หรือเงินเดือน ก็ต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีกที

 
การเป็นนิติบุคคลจะเสียภาษีถูกกว่าบุคคลธรรมดาได้ เพราะมีอัตราภาษีที่ต่ำกว่า และสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง

 

2. มีค่าใช้จ่ายของบริษัทเพิ่ม

นั่นก็คือ ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี ตามกฎหมายที่แจ้งว่า บริษัทจะต้องแสดงเอกสารงบการเงิน มีผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งจะมีค่าดำเนินการเพิ่มเข้ามาด้วย ดังนั้นการเป็นบุคคลธรรมดาที่เสียภาษีตอนสิ้นปีเพียงครั้งเดียวอาจจะถูกกว่าก็ได้  

 
 

ลองคำนวณเพื่อเปรียบเทียบว่าแบบไหนเสียภาษีน้อยกว่ากัน

 
ฟรีแลนซ์สามารถคำนวณตัวเลขภาษีคร่าวๆ หากตัดสินใจเปิดบริษัทได้ โดยนำรายได้และค่าใช้จ่ายต่อปีทั้งหมดมาคำนวณภาษีทั้ง 2 แบบ แล้วเปรียบเทียบกัน

 
ยกตัวอย่าง พนักงานประจำและฟรีแลนซ์ทำงานด้านงานเขียนรายหนึ่งที่รับงานหลากหลาย และมีรายได้ถึงฐานอัตราภาษีร้อยละ 20 แล้ว ลองนำรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาคำนวณหาจำนวนรวมก่อน

 

รายได้

จำนวนบาทต่อปี
เงินเดือนจากงานประจำ เดือนละ 50,000 บาท

600,000

งานฟรีแลนซ์ – เขียนบทความ งานแปล งานวิทยากร เขียนหนังสือ

170,000

รวม

770,000

ค่าใช้จ่าย

ผู้ช่วยนักเขียน ช่างภาพ นักออกแบบ ค่าเดินทาง อุปกรณ์ไอที อื่นๆ

130,000

 

หากอยากตั้งบริษัท ลองประเมินค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่จะเกิดขึ้นคือ ค่าทำบัญชี และเงินเดือนที่เราจะรับจากบริษัท

 

หากตั้งบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคือจำนวนบาทต่อปี
ค่าจ้างทำบัญชีและผู้สอบบัญชี

15,000

เงินเดือนเจ้าของกิจการ เดือนละ 45,000 บาท

540,000

 
เมื่อได้จำนวนรวมของรายได้ และค่าใช้จ่ายแล้ว นำมาคำนวณภาษีแบบบุคคลธรรมดา

 
แบบที่ 1 วิธีคำนวณภาษีตามอัตราบุคคลธรรมดา

ให้นำรายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

 

จำนวน

เงินเดือนประจำ

600,000

รายได้ประเภทที่ 1 หักค่าใช้จ่ายได้

100,000

เหลือ

500,000

รายได้จากฟรีแลนซ์

170,000

รายได้ประเภทที่ 2 หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%

102,000

เหลือ

68,000

นำรายได้รวมกัน (500,000+68,000)

568,000

หักค่าลดหย่อนส่วนตัวตามที่กฎหมายกำหนด
ค่าลดหย่อนส่วนตัว

60,000

ประกันสังคม

 9,000

รวม

69,000

นำรายได้ลบค่าลดหย่อนส่วนตัว 568,000 – 69,000 = เงินได้สุทธิ

499,000

นำเงินได้สุทธิมาคำนวณอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = เงินภาษีที่ต้องจ่าย

150,000 บาทแรก = 0

150,000 x 0.05 = 7,500

199,000 x 0.10 = 19,990

รวมภาษีที่ต้องจ่ายฟรีแลนซ์รายนี้ต้องจ่าย คือ 27,400 บาท

 
แบบที่ 2 วิธีคำนวณภาษีตามอัตรานิติบุคคล

เพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบ จะกำหนดรายรับและค่าใช้จ่ายเท่าเดิม (โดยในส่วนรายรับของงานประจำเปลี่ยนให้เป็นงานจ้างตามสัญญา) ซึ่งการคำนวณแบบที่ 2 นี้ จะต้องคำนวณทั้งแบบนิติบุคคล และแบบบุคคลธรรมดาในฐานะที่เรามีรายได้บริษัท

 

การคำนวณภาษีนิติบุคคล คือ นำรายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไรบริษัท

 

จำนวน

รายได้ทั้งหมด

770,000

ค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการตั้งบริษัท
(130,000+15,000+540,000)

685,000

รายได้ – ค่าใช้จ่าย

85,000

 

เมื่อได้รายได้ของบริษัทแล้วก็นำมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

 
ฟรีแลนซ์รายนี้มีกำไรจากบริษัท 85,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 300,000 บาท ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียภาษี

 
จากนั้นคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในส่วนเงินเดือนที่รับจากบริษัทของตัวเอง

 

จำนวน

เงินเดือนเจ้าของกิจการ เดือนละ 45,000 บาท

540,000

รายได้ประเภทที่ 1 หักค่าใช้จ่าย

100,000

เหลือ

440,000

หักค่าลดหย่อนส่วนตัวตามที่กฎหมายกำหนด
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว

60,000

ประกันชีวิต

40,000

ประกันสุขภาพ

10,000

รวม

110,000

นำรายได้ลบค่าลดหย่อนส่วนตัว (440,000 – 110,000 =เงินได้สุทธิ)

330,000

 
นำเงินได้สุทธิมาคำนวณอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = เงินภาษีที่ต้องจ่าย

150,000 บาทแรก = 0

180,000 x 0.05 = 9,000

 

หากฟรีแลนซ์รายนี้เปิดบริษัท จะเสียภาษีเฉพาะแบบบุคคลธรรมดา 9,000 บาท แต่ไม่ซื้อประกันเลยจะเสียภาษีเพิ่มจำนวน 11,500 บาท

 

จากตัวอย่างฟรีแลนซ์รายนี้ จะเห็นได้ว่านิติบุคคลประหยัดภาษีได้มากกว่าบุคคลธรรมดา นอกจากนี้ยังเพิ่มความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการรับงานที่ใหญ่ขึ้นต่อไปได้

 
 
สรุปแล้ว ฟรีแลนซ์เปิดบริษัท เมื่อไรดี มี 3 สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่ต้องการ การจัดการเวลาและทรัพยากรในการทำงาน และการคำนวณรายได้และค่าใช้จ่าย ที่สามารถตอบสนองเป้าหมายชีวิตของตัวเราได้อย่างแท้จริง ก็จะได้คำตอบว่าเราพร้อมเปิดบริษัทแล้วหรือยัง

 

ปรึกษาแนวทางการทำธุรกิจและวางแผนระบบบัญชีกับนักบัญชี FlowAccount แบบตัวต่อตัว (Private Consult) ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-359-7000 หรืออีเมล support@flowaccount.com

 
ข้อมูล

วิธีการคำนวณภาษีแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลโดยนักบัญชี ธนัย นพคุณ

ติดตามเรื่องราวอื่นๆของ FlowAccount.com ได้ที่

สมัครทดลองใช้ โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ฟรี
รับฟรี! Premium Package 30 วัน

You may also like